การเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

            ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเดิน กิน หรือทำสิ่งต่างๆพลังงานเหล่านี้ได้มาจากการเผาผลาญพลังงาน ที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำตาลและไขมัน โดยใช้ออกซิเจนจากอากาศ ที่เราหายใจเข้าไป เรียกว่า ปฏิกิริยาออกซิ เดชั่น การเผาไหม้ที่เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ และก่อให้เกิดโมเลกุลที่ไม่เสถียร ซึ่งหลุดลอดมาจากไมโตคอนเด รีย(เป็นแหล่งสร้างพลังงานในเซลล์) ซึ่งเรียกว่า “ อนุมูลอิสระ”  

            อนุมูลอิสระ คือ โมเลกุลออกซิเจนที่ขาดอิเล็กตรอนไป 1ตัว (มีประจุลบ) อนุมูลอิสระจะเข้าทำปฏิกิริยากับอะตอมหรือโมเลกุลอื่น เพื่อแย่งอิเล็กตรอนเพื่อให้ตัวเองเสถียร และทำให้โมเลกุลที่เสถียรอยู่แล้วกลายเป็นอนุมูลอิสระเสียเอง อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายคุณภาพของเซลล์และก่อให้เกิดโรคต่างๆ (โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ต้อกระจก อัลไซ เมอร์ มะเร็ง) อนุมูลอิสระ คือต้นตอของความชรา ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมของข้อ ผิวหนังแห้ง (เหี่ยวย่นและจุดด่างดำ) เนื้อเยื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรง และสัญญาณของอาการต่างๆ ที่แสดงถึงความชรา

            อนุมูลอิสระถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติจากการ ทำกิจกรรมประจำวัน แต่มีปัจจัยภายนอก เชน ควันที่เกิดจากการไหม้ สารเคมี รังสีแม่เหล็ก ยาฆ่าแมลง ยาสูบ แอลกอฮอล์ รังสีจากแสงแดด มลภาวะ คลอรีน โอโซน และยาต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการรับประทานอาหารมากเกินควรและวิถีชีวิตที่ขาดสมดุล

            ร่างกายคนเราในเซลล์ที่มีอายุไม่มากจะมีการสร้าสารต้านอนุมูลอิสระขึ้นได้เองแต่ในเซลล์ที่มีอายุนานจะมีการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ จึงเป็นผลให้เราชรา

                   สารต้านอนุมูลอิสระแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

อาหารที่อุดมไปด้วยเกลือแร่และสารต้านอนุมูลอิสระ คือ แร่ธาตุ ( สังกะสี ,ซีลีเนียม,ทองแดง) และวิตามิน( AEC complex)

ดังนั้นเราควรรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อให้มนุษย์สามารถที่มีอายุได้ยาวนานที่สุดเท่าที่มนุษย์สามารถอยู่ได้ ( ปัจจุบันผู้ทีอายุสูงที่สุดในโลกคือ122ปี)

การบริโภคเพื่อควบคุมระดับการหลั่งของอินซูลิน

อินซูลิน   คือฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำตาลเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน   อินซูลินนั้นถ้าหลั่งออกมามากๆก็จะทำให้ร่างกายต้องการน้ำตาลมาขึ้น ทำให้รู้สึกหิวอยู่ตลอด และทำให้เราอยากที่จะต้องการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล ซึ่งการบริโภคน้ำตาลมากเกินขนาดจะทำให้   พลังงานกลายเป็นเป็นไขมันแทนเนื่องจากใช้ไม่หมด   ทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว และปัญหาทางด้านรูปร่าง    สาเหตุของการหลั่งอินซูลินเกินขนาดนั้นก็เนื่องมาจากการรับประทานอาหารที่มีผลทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเกินขนาด   นั้นได้แก่   เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เบคอน คุกกี้ ขนมปัง ข้าว อาหารทอด น้ำตาล กาแฟ ฮอตดอก ครีม เนย เค้ก ไอศกรีม เป็นต้น

แนวทางในการเลือกอาหารก็คือ

  1. หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตแปรรูป เช่น น้ำตาลขาว ข้าวขัดขาว เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารสดและมาจากธรรมชาติ
  3. รับประทานคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
  4. งดดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  5. รับประทานปลาที่มีไขมันปลาสูง
  6. หลีกเลี่ยงอาหารที่เต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว
  7. รับประทานโปรตีนทุกมื้อ โดยเฉพาะโปรตีนจากปลา

การบริโภคเพื่อป้องกันการแพ้

            การแพ้อาหาร   ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของเซลล์  

            การแพ้อาหาร   นำไปสู่การอักเสบของเซลล์   เกิดขึ้นจากปัญหาในการดูดซึมของลำไส้อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตอบสนองต่ออาหารและภูมิคุ้มกันที่มากเกิน   ส่งผลให้เกิดอาการแพ้

            สาเหตุของการแพ้อาหารคือ   ภาวะอาหารที่ไม่สมดุล   ความเครียด   สาเหตุทางพันธุกรรมต่าง ๆ   การติดเชื้อและการอักเสบ   ยาบางชนิด   มลภาวะ   สารเคมี   สารพิษ   เป็นต้น

            อาการที่เกิดจากการแพ้อาหารแสดงออกมาทางร่างกายได้หลายอย่าง

ระบบการย่อยอาหาร   เช่น   อาหารไม่ย่อย   ท้องเสีย   อาเจียน   ผายลม   ปวดท้อง   วิงเวียนศีรษะ   ริดสีดวงทวาร   ฯลฯ

ระบบปัสสาวะ   เช่น   ปัสสาวะบ่อย   ปวดอักเสบจากการปัสสาวะ   ปัสสาวะรดกางเกงในเด็ก  

ระบบเกี่ยวกับหัวใจ / ปอด   เช่น   หอบหืด   หัวใจเต้นผิดปกติ

ระบบการรับรู้และระบบประสาท   เช่น   อารมณ์แปรปรวน   วิตก   หดหู่   อ่อนเปลี้ย  

            อาการที่เกิดขึ้นกับศีรษะและลำคอ   เช่น   การติดเชื้อในหู   คัดจมูก   หายใจไม่ออก   ปวดท้อง   เจ็บคอ   แผลในปาก  

            กล้ามเนื้อและข้อต่อ   เช่น   กล้ามเนื้ออักเสบ   ข้อต่ออักเสบ   น้ำหนักเพิ่ม   ผื่นคัน   ระคายเคืองผิว

            เมื่อคุณมีอาการคันมาก ๆ   มีผื่น   มีอาการบวมจากการรับประทานอาหารเข้าไป   มีอาการทางระบบทางเดินหายใจต้องพ่นยาให้หายใจสะดวก    ต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน   คุณควรจดรายการอาหารนั้นไว้เพื่อจะได้ป้องกันต่อไป   และคุณต้องรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นชนิดที่เราไม่แพ้หรือแพ้น้อยที่สุด  

            ในปัจจุบันไม่มียาชนิดใดสามารถแก้การแพ้อาหารได้อย่างเด็ดขาดดังนั้น   การรักษาจึงทำได้โดย   การใช้โภชนาการบำบัดเป็นส่วนใหญ่ตลอดจนงดอาหารที่แพ้

            อาหารที่เราควรหลีกเลี่ยง

            อาการประหลาดที่เราพบมากในปัจจุบันคือ   Cross Alleryies   เป็นอาการที่เกิดจากการแพ้ละอองเกสรดอกไม้   ยาง   และอาหารบางชนิด   เช่น   ถ้าคุณแพ้ถุงมือยาง   หรือถุงยางอนามัย   คุณอาจมีความเสี่ยงต่อการแพ้อาหารบางชนิด   เช่น   กล้วย   กีวี   อโวกาโด   เสาวรส   เชอรี่   มะละกอ   เป็นต้น   บางคนที่แพ้ฝุ่นละอองอาจจะพัฒนาไปแพ้อาหารจำพวกหอยทาก  

            ในปัจจุบันอุปนิสัยการรับประทานอาหารได้เปลี่ยนแปลงไป   ทำให้เกิดการแพ้อาหารขึ้นในหมู่ประชากรส่วนมาก   ไม่ว่าจะเป็นอาหารขยะ   เครื่องเทศ   หรือร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารหลากหลายชนิด   เทคนิคใหม่ ๆ   ในการพ ลาสเจอร์ไร เซอร์   แช่แข็ง   แต่งรส   กลิ่น   สี   ยิ่งถ้าเรามีพันธุกรรมของการเป็นภูมิแพ้อยู่แล้วจะมีความรุนแรงขึ้นอีก   อาหารที่ตัดแต่งพันธุกรรม   เช่น   ถั่วลิสง   อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้  

การบริโภคเพื่อควบคุมปฏิกิริยาไกลเคชั่น

ปฏิกิริยาไกล เคชั่น คือ   อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราแก่เร็วขึ้น   ซึ่งเป็นผลมาจากการสลายตัวของโปรตีน   ที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของระดับกลูโคสในเลือดซึ่งนำไปสู่ภาวะต้านอินซูลินความเร็วของปฏิกิริยาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ใช้ในการประกอบอาหาร   โดยเฉพาะสูงเกิน   100 องศาเซลเซียส   อาหารจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง   ดังนั้นการรับประทาน สเต๊กที่ไหม้เกรียม   จึงหมายถึง   การรับประทานสารพิษที่มีค่าเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง 10 มวน   สรุปง่ายๆ ก็คือ   หลีกเลี่ยงอาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้เกรียม   ปฏิกิริยาไกล เคชั่นคือการสะสมตัวของน้ำตาลและโปรตีนรอบๆ ข้อต่อ   ข้อต่อกล้ามเนื้อและผิวหนัง   บริเวณใดที่มีน้ำตาลในเลือดสูงเกินโมเลกุลของกลูโคสจะทำปฏิกิริยากับโปรตีน   ปฏิกิริยานี้เรียกว่า ไกล เคชั่น   เมื่อกลูโคสและโปรตีนเกิดการรวมตัว   จะทำให้ คอลลาเจนแข็งตัว   ส่งผลให้เนื้อเยื่อเกิดความตึงตัวและการสื่อสารระหว่างเซลล์ลดน้อยลง   ปฏิกิริยาไกล เคชั่นเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย   มันสามารถทำลายอวัยวะสำคัญอย่างตับ   ปอดและสมอง   ทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ   เมื่อสะสมมากขึ้นปีแล้วปีเล่าก่อให้เกิดโรคร้ายหลายๆ โรค เช่น   โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด โรคไต   อัลไซ เมอร์   ต้อกระจก   และเบาหวาน

            การต่อสู้กับปฏิกิริยาไกล เคชั่น ทำได้โดยควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้เหมาะสม   หลีกเลี่ยงอาหารที่ไหม้เกรียม   สารชนิดเดียวที่สามารถต่อต้าน AGEs   คือ   คาร์โนไซน์ ( Carnosine ) มีคุณสมบัติช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดปฏิกิริยาไกล เคชั่น   สำหรับป้องกันความแก่ชรา    แนะนำให้รับประทานวันละ 100-200 มิลลิกรัม   แต่สำหรับรักษาโรคบางอย่าง โดยเฉพาะอาการ ข้างคียงที่เกิดจากการรักษามะเร็งโดยใช้สารเคมี   แนะนำให้รับประทานวันละ 3,000 มิลลิกรัม

การบริโภคเพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดตีบตันในหลอดเลือดแดง และภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว   ( Atheriosclerosis )

Atheriosclerosis   คือ   สภาวะที่หลอดเลือดเสื่อมสภาพโดยธรรมชาติ   คือเมื่อคนเราอายุมากขึ้น   เนื้อเยื่อที่รวมตัวกันเป็นหลอดเลือด จะสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งตัว

Atherosclerosis   คือ การก่อตัวของ คอเลสเตอรอลในผนังหลอดเลือดด้านใน   เกิดเป็นปื้นสีขาวที่เรียกว่า “ Atheromas”

สาเหตุของหลอดเลือดตีบตัน   มีปัจจัยหลายอย่างคือ  

- วิถีชีวิต : การสูบบุหรี่   โรคอ้วน   ความเครียด   การดื่มแอลกอฮอล์   การนั่งเป็นเวลานานๆ และการรับประทานยาคุมกำเนิด

- ปัจจัยทางพันธุกรรม   :   ประวัติโรคหลอดเลือดตีบตันในครอบครัว   และผู้ที่หมดประจำเดือน

- ระดับการเผาผลาญของร่างกาย  :   คอเลสเตอรอล เกินขนาด   เบาหวาน โรคเกาต์

- ความดันโลหิตสูง

อาการที่เกิดขึ้นจากภาวะหลอดเลือดตีบตันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่หลอดเลือดเกิดการตีบตัน

วิธีป้องกันและรักษา

การบริโภคกรดไขมันเพื่อสุขภาพ

            กรดไขมันมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ โอ เมก้า 3 6 9 ซึ่งแระสิทธิภาพในการต่อต้านความแก่ชรานั้น ขึ้นอยู่กับสมดุลของกรดไขมันทั้ง 3 ชนิด

            โอ เมก้า 3 มีบทบาทสำคัญในระดับเยื่อหุ้มเซลล์และกระบวนการทางชีวเคมีของร่างกาย เช่น การควบคุมความดันโลหิต   ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ปฏิกิริยาต่อต้านการอักเสบ และภูมิคุ้มกัน การป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือด

            โอ เมก้า 6 มีบทบาทสำคัญต่อระบบประสาทหลอดเลือดหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน การรักษาแผล ภูมิแพ้ และการอักเสบ การรับปริมาณโอ เมก้า 6 มากเกินไปจะไปยับยั้งโอ เมก้า 3 ไม่ให้ทำงานอย่างเต็มที่โดยเฉพาะในการป้องกันหลอดเลือดหัวใจ ความเจ็บปวดและการอักเสบ

            ดังนั้นการบริโภคอาหารที่มีอัตราส่วนระหว่างโอ เมก้า 3 และ โอ เมก้า 6 อย่างสมดุลเป็นปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆซึ่งเกิดจากการอักเสบได้อีกด้วย

            การใช้นำมันจากเมล็ดฝ้ายในการปรุงแต่งรสชาติอาหาร เป็นน้ำมันที่มีกรดโอ เมก้า 3 หากเป็นน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติ ให้เก็บไว้ในที่เย็น งดบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมัน วอลนัท เพราะมีกรดไขมันโอ เมก้า 6 สูง และแนะนำให้รับประทานปลาที่มีไขมันปลาสูง เช่น ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาแมค เคอเรล สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง แต่ควรบริโภคดิบๆหรือทำให้สุกเพียงเล็กน้อยด้วยการทอดอย่างเร็วหรือลวกในน้ำร้อนแต่ไม่เดือด เพราะกรดไขมันโอมเก้า 3 สลายตัวได้ง่ายมาก

            อาหารที่อุดมไปด้วยโอ เมก้า 3 และโอ เมก้า 6

-น้ำมันจากเมล็ดน้ำเต้า ใช้รักษาปัญหาที่เกิดขึ้นในต่อมลูกหมาก (โอ เมก้า 6 )

-น้ำมันจากเมล็ดฝ้าย   ช่วยป้องกันโรคหัวใจ(โอ เมก้า 3)

- อิฟนิ่งพรีม โรส   ลดระดับคอ เรสเตอรอลและช่วยลดอาการผิดปกติในผู้หญิงวัยใกล้หมด   ประจำเดือน(โอ เมก้า 6 )

-น้ำมันคาเพลิน   ช่วยป้องกันหลอดเลือด(โอ เมก้า 3)