ยา

ทุกวันนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็นไปอย่างรวดเร็วมากนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการค้นพบสารและตัวยาต่างๆมากมายที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคและเป็นยาอันตรายต่างๆการเลือกใช้ยาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับการรักษาหรือบำบัดอย่างถูกต้องฉะนั้นการที่เราได้ทำความรู้จักกับยาบางชนิดจะทำให้เราทราบถึงรายละเอียดต่างๆของยาได้เป็นอย่างดีซึ่งยาในปัจจุบันมีหลายหลากหลายประเภทดังที่จะแนะนำเป็นบางประเภทในต่อไปนี้

 

ยาแผนโบราณ ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน ยานอนหลับมิลาโซเด็ม ยาต้านจุลชีพ

กวาวเครือ ยาชุด ยาระบาย ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ยาเฉพาะที่ สารเอเอชเอ

ยาแผนโบราณ

ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้ใช้ " สมุนไพร " ในการรักษาโรคต่างๆ และมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรออกมามากจนเกิดการสับสนระหว่าง "สมุนไพร" และ "ยาแผนโบราณ " " สมุนไพร " นั้นจะหมายถึง ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือแร่ซึ่งมิได้ผสมปรุงหรือแปรสภาพ ในขณะที่ "ยาแผนโบราณ" เป็นการนำเอาสมุนไพรมาแปรรูปแล้วอาจจะอยู่ในรูปยาน้ำ ยาเม็ด หรือแคปซูล ซึ่งยาแผนโบราณนี้ การจะผลิต หรือนำสั่งเข้ามา จะต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อน รวมทั้งการขายยาแผนโบราณต้องขายเฉพาะในร้านขายยาแผนโบราณหรือในร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น

1. ความหมายของยาแผนโบราณ

ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2510 ได้แบ่งยาออกเป็น 2 แบบ คือยาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณ "ยาแผนโบราณ" คือยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณหรือยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นยาแผนโบราณ
สาระสำคัญของยาแผนโบราณ คือ ยาที่ใช้ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ซึ่งเป็นยาที่อาศัยความรู้จากตำราหรือเรียนสืบต่อกันมา อันมิใช่การศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ และยาแผนโบราณที่ยอมรับของกฎหมายยาจะต้องปรากฎในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศหรือเป็นยาที่รัฐมนตรีประกาศหรือรับขึ้นทะเบียนเท่านั้น

2. การควบคุมยาแผนโบราณตามกฎหมายที่ควรรู้

2.1 การผลิต นำเข้า และการขายยาแผนโบราณ จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และต้องจัดให้ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณเป็นผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ
2.2 ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตผลิตยา ขาย หรือนำเข้ายาแผนโบราณนอกสถานที่ที่ได้กำหนดไว้ในใบอนุญาต เว้นแต่เป็นการขายส่งตรงต่อผู้รับอนุญาตขายยาแผนโบราณ
2.3 ตำรับยาแผนโบราณที่ผลิตหรือนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องขอขึ้นทะเบียนตำรับยาและได้เลขทะเบียนจึงจะผลิตหรือนำเข้าได้
2.4 ยาแผนโบราณที่รับขึ้นทะเบียน ต้องเป็นยาที่มีสรรพคุณเป็นที่เชื่อถือได้และปลอดภัยในการใช้
2.5 ผู้ผลิต ขาย หรือนำเข้ายาแผนโบราณ โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาท)
2.6 ผู้ผลิต ขาย หรือนำเข้ายาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน จะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.7 ผู้ที่ผลิตยาปลอมจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท - 50,000 บาท (หนึ่งหมื่นถึงห้าหมื่นบาท)
2.8 ผู้ที่ขายยาปลอมจะมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท - 10,000 บาท (สองพันถึงหนึ่งหมื่นบาท)
2.9 ผู้ที่โฆษณาขายยาโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 100000 บาท (หนึ่งแสนบาท) รายละเอียดจะกล่าวต่อไป

3. ปัญหายาแผนโบราณที่พบในปัจจุบัน

แม้ว่าจะมีกฎหมายและหน่วยงานที่คอยควบคุมการผลิตและการขายยาแผนโบราณเพื่อคุ้มครองให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากการใช้ยาแผนโบราณ แต่ก็ไม่สามารถที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบผลิตและขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้ขออนุญาตผลิตและขายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดการขายยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือยาปลอม

4. อันตรายจากการรับประทานยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือยาปลอม

ในปัจจุบันพบว่ามียาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือยาปลอม ก่อให้เกิดอันตรายต่อ
ผู้บริโภคได้ เช่น มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค หรือการนำสารเคมีที่ไม่ปลอดภัยต่อ ผู้บริโภคมาใส่ในยาแผนโบราณ เช่น เมธิลแอลกฮอล์ คลอโรฟอร์ม การใส่ยาแก้ปวด แผนปัจจุบัน เช่น อินโดเมทาซิน หรือแม้แต่การนำยาเฟนิลบิวตาโซนและสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษซึ่งมีผลข้างเคียงสูง ผสมลงในยาแผนโบราณเพื่อให้เกิดผลในการรักษาที่ รวดเร็ว แต่จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค คือทำให้เกิดโรคกระดูกผุ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและ โรคกระเพาะได้ เป็นต้น

5 การเลือกซื้อยาแผนโบราณ

เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาแผนโบราณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาขอแนะนำวิธีการเลือก ซื้อยาแผนโบราณ ดังนี้
5.1 ควรซื้อยาแผนโบราณจากร้านขายยาที่มีใบอนุญาตและมีเลขทะเบียนตำรับยา
5.2 ไม่ควรซื้อยาแผนโบราณจากรถเร่ขาย เพราะอาจได้รับยาที่ผลิตขึ้นโดยผู้ผลิตที่ไม่ได้ มาตรฐานซึ่งอาจมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในระหว่างการผลิตอาจทำให้เกิดอันตรายต่อ ผู้บริโภคได้
5.3 ก่อนซื้อยาแผนโบราณ ควรตรวจดูฉลากยาทุกครั้ง ว่ามีข้อความดังกล่าวนี้หรือไม่
ชื่อยา
เลขที่หรือรหัสใบสำคัญการขึ้นทะเบียนยา
ปริมาณของยาที่บรรจุ
เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต
ชื่อผู้ผลิตและจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยา
วัน เดือน ปี ที่ผลิตยา
คำว่า " ยาแผนโบราณ " ให้เห็นได้ชัดเจน
คำว่า " ยาใช้ภายนอก " หรือ " ยาใช้เฉพาะที่ " แล้วแต่กรณี
ด้วยอักษรสีแดงเห็นได้ชัดเจน ในกรณีเป็นยาใช้ภายนอก หรือยาใช้เฉพาะที่
คำว่า " ยาสามัญประจำบ้าน " ในกรณีเป็นยาสามัญประจำบ้าน
คำว่า " ยาสำหรับสัตว์ " ในกรณีเป็นยาสำหรับสัตว์
วิธีสังเกตเลขทะเบียนตำรับยาแผนโบราณ มีดังนี้
1. หากเป็นยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศ จะขึ้นต้นด้วยอักษร G ตามด้วยเลขลำดับที่อนุญาต / ปี พ.ศ. เช่นเลขทะเบียน G 20 / 42
2. หากเป็นยาแผนโบราณที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะขึ้นต้นด้วยอักษร K ตามด้วยเลขลำดับที่อนุญาต / ปี พ.ศ. เช่นเลขทะเบียน K 15 / 42
สำหรับการโฆษณายาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาแผนโบราณ หรือ แผนปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 88 โดยสรุปคือห้ามโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรคได้อย่างศักดิ์สิทธิ์หรือหายนอกจากนี้ยังห้ามโฆษณาเป็นเท็จหรือเกินความจริง ห้ามโฆษณาสรรพคุณยาว่าสามารถบำบัดบรรเทา รักษาหรือป้องกันโรคหรืออาการของโรคที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 77 ได้แก่ โรคเบาหวาน มะเร็ง อัมพาต วัณโรค โรคเรื้อน โรคหรืออาการโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ ม้ามและไต (เว้นแต่จะเป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์) ผู้ใดโฆษณาขายยาโดยฝ่าฝืนมาตรา 88 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทดังนั้นถ้าผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดดังกล่าว สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โทร 590-7354-5 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง การซื้อยาแผนโบราณครั้งใดควรเลือกยาที่มีเลขทะเบียนตำรับยาและซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาต เท่านั้น จึงจะปลอดภัยในการใช้ยาแผนโบราณ

>
ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา

ยาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการบำบัด รักษา บรรเทา อาการ หรือใช้ป้องกันโรค ซึ่งยาแต่ละชนิดก็มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน เช่น ยาทา ยาฉีด ยากิน เป็นต้น หากเราใช้ยาไม่ถูกต้อง หรือใช้โดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้เกิดอันตรายได้นอกจากนี้ถ้าหากใช้ยาไม่ถูกขนาด อาจทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา หรืออาจทำให้เกิดโรคอื่นแทรกซ้อนได้และยังทำให้สุขภาพของผู้ใช้ทรุดโทรมอีกด้วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยา เราจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา ทั้งในเรื่องของการใช้ยาที่ถูกต้อง รู้จักวิธีการเก็บรักษายาไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว และรู้จักสังเกตว่ายานั้นเสื่อมสภาพหรือยัง ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้


ปัจจุบันพบว่าการใช้ยาของคนไทย ยังมีการใช้ที่ผิด ๆ จะโดยการไม่ระมัดระวัง หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ เกิดพิษเนื่องจากได้รับยาเกินขนาด หรือเกิดอาการแพ้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายเราจึงควรใช้ยาให้ถูกหลักการใช้ยา ดังนี้
1. ใช้ยาให้ถูกโรค คือใช้ยาให้ตรงกับโรคที่เป็น ซึ่งจะเลือกใช้ยาตัวใดในการรักษานั้นควรจะให้แพทย์ หรือเภสัชกรผู้รู้เป็นคนจัดให้ เราไม่ควรซื้อยา หรือใช้ยาตามคำบอกเล่าของคนอื่น หรือหลงเชื่อคำโฆษณา เพราะหากใช้ยาไม่ถูกกับโรคอาจทำให้ได้รับอันตรายจากยานั้นได้หรือไม่ได้ผลในการรักษา และยังอาจเกิดโรคอื่นแทรกซ้อนได้
2. ใช้ยาให้ถูกกับคน คือ ต้องดูให้ละเอียดก่อนใช้ว่า ยาชนิดใดใช้กับใคร เพศใด และอายุเท่าใด เพราะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของคนแต่ละเพศ แต่ละวัยมีความแตกต่างกัน เช่น เด็กจะมีอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่เมื่อได้รับยาเด็กจะตอบสนองต่อยาเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก และสตรีมีครรภ์ก็ต้องคำนึงถึงทารกในครรภ์ด้วยเพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านจากแม่ไปสู่เด็กได้ทางรกอาจมีผลทำให้เด็กที่คลอดออกมาพิการได้ การใช้ยาในเด็กและสตรีมีครรภ์ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
3. ใช้ยาให้ถูกเวลา คือ ช่วงเวลาในการรับประทานยาหรือการนำยาเข้าสู่ร่างกายด้วย วิธีอื่น ๆ เช่น หยอด เหน็บ ทา ฉีด เป็นต้น เพื่อให้ปริมาณของยาในกระแสเลือดมีมากพอในการบำบัดรักษาโดยไม่เกิดพิษและไม่น้อยเกินไปจนสามารถรักษาโรคได้ซึ่งการใช้ยาให้ถูกเวลาควรปฏิบัติดังนี้

- การรับประทานยาก่อนอาหาร ยาที่กำหนดให้รับประทานก่อนอาหารต้องกินก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้ดี ถ้าลืมกินยาในช่วยดังกล่าวก็ให้กิน เมื่ออาหารมื้อนั้นผ่านไปแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดี

- การรับประทานยาหลังอาหาร ยาที่กำหนดให้รับประทานหลังอาหารโดยทั่วไป จะให้รับประทานหลังอาหารทันที หรือหลังจากกินอาหารแล้วอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดร่วมกับอาหารในลำไส้เล็ก

- การรับประทานยาก่อนนอนยาที่กำหนดให้รับประทาน "ก่อนนอน" ให้กินยานั้นหลังจากกินอาหารมื้อเย็นเสร็จแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
4. ใช้ยาให้ถูกวิธี เนื่องจากการจะนำยาเข้าสู่ร่างกายมีหลายวิธี เช่น การกิน การฉีด การทา การหยอด การเหน็บ เป็นต้น ซึ่งการจะใช้วิธีใดก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของตัวยานั้น ๆ ดังนั้นก่อนใช้ยาจึงจำเป็นต้องอ่านฉลากศึกษาวิธีการใช้ให้ละเอียดทุกครั้งจะได้ใช้อย่างถูกต้อง
5. ใช้ยาให้ถูกขนาดคือการใช้ยารักษาโรคจะต้องไม่มากหรือน้อยเกินไปต้องให้ถูกขนาดตามที่แพทย์สั่ง จึงจะให้ผลดีในการรักษา เช่น ให้กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ก็ควรกินตามนี้ไม่ควรกิน 2 เม็ด หรือเพิ่มเป็นวันละ 4-5 ครั้ง เป็นต้นและการใช้ยาในแต่ละคนก็แตกต่างกันโดยเฉพาะเด็ก จะมีขนาดการใช้ที่แตกต่างจากผู้ใหญ่
6. การใช้ยาที่ใช้ภายนอก ยาที่ใช้ภายนอกได้แก่ ขี้ผึ้ง ครีม ยาผง ยาเหน็บ ยาหยอด โดยมีวิธีการดังนี้
- ยาใช้ทา ให้ทาเพียงบาง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นโรค หรือบริเวณที่มีอาการ
- ยาใช้ถูนวด ให้ทาและถูบริเวณที่มีอาการเบา ๆ
- ยาใช้โรย ก่อนที่จะโรยยาควรทำความสะอาดแผล และเช็ดบริเวณที่จะโดยให้แห้งเสียก่อน ไม่ควรโรยยาที่แผลสด หรือแผลที่มีน้ำเหลือง เพราะผงยาจะเกาะกันแข็งปิดแผล อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคภายในแผลได้
- ยาใช้หยด จะมีทั้งยาหยอดตา หยอดหู หยอดหรือพ่นจมูก โดยยาหยอดตาให้ใช้หลอดหยอดยาที่ให้มาโดยเฉพาะเวลาหยอดจะต้องไม่ให้หลอดสัมผัสกับตา ให้หยอดบริเวณกลางหรือหางตาตามจำนวนที่กำหนดไว้ในฉลาก ยาหยอดตาเมื่อเปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บไว้ใช้นานเกิน 1 เดือน และไม่ควรใช้ร่วมกันหลายคน สำหรับยาหยอดหรือพ่นจมูก เวลาใช้ให้นอนหงายบนเตียงใช้หมอนหนุนคอให้หงายหน้าออกเล็กน้อย พ่นหรือหยอดทีละข้าง เมื่อหยอดเสร็จแล้วให้นอนนิ่ง ๆ 5 นาที
- ยาใช้เหน็บ ยาที่ใช้เหน็บทวารหนัก หรือช่องคลอดมักเป็นแท่งคล้ายขี้ผึ้ง ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง เวลาใช้ให้แกะที่หุ้มออกแล้วจุ่มน้ำพอลื่นก่อนสอด ควรสอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ยาใช้ป้าย ยาที่สำหรับใช้ป้าย ถ้าเป็นขี้ผึ้งป้ายตา เมื่อป้ายแล้วให้ปิดเปลือกตาลง ใช้นิ้วสะอาดคลึงหนังตาเบา ๆ ถ้าเป็นยาป้ายลิ้น ให้ใช้ สำลีชุบยาเช็ดบริเวณที่ต้องการ
7. การใช้ยาที่ใช้ภายนอกและยาที่ใช้ภายในคือยาที่ใช้รับประทาน ได้แก่ ยาเม็ด ยาผง ยาน้ำโดยมีวิธีการใช้ดังนี้
- ยาเม็ด ที่ให้เคี้ยวก่อนรับประทาน ได้แก่ ยาลดกรดชนิดเม็ดยาที่ห้ามเคี้ยว ให้ กลืนลงไปเลย ได้แก่ ยาชนิดที่เคลือบน้ำตาลและชนิดที่เคลือบ ฟิล์มบาง ๆ จับดูจะรู้สึกลื่น
- ยาแคปซูล เป็นยาที่ห้ามเคี้ยวให้กลืนลงไปเลย ทั้งชนิดอ่อน และชนิดแข็ง ซึ่งชนิดแข็งจะประกอบด้วยปลอก 2 ข้างสวมกัน
- ยาผง มีอยู่หลายชนิด และใช้แตกต่างกัน เช่น ตวงใส่ช้อนรับประทานแล้วดื่มน้ำตาม หรือชนิดตวงมาละลายน้ำก่อน และยาผงที่ต้องละลายน้ำในขวดให้ได้ปริมาตรที่กำหนดไว้ก่อนที่จะใช้รับประทาน น้ำที่นำมาใช้ต้องเป็นน้ำดื่มที่ต้มสุกทิ้งให้เย็นแล้ว และควรใช้ยาให้หมดภายใน 7 วัน หลังจากผสมน้ำแล้ว
- ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรดต้องเขย่าขวดให้ผงยาที่ตกตะกอนกระจายเป็นเนื้อเดียวกัน จึงรินยารับประทาน ถ้าเขย่าแล้วตะกอนยังไม่กระจายตัว แสดงว่ายานั้นเสื่อมคุณภาพแล้ว
- ยาน้ำใส เช่น ยาน้ำเชื่อม ต้องเขย่าขวดก่อนใช้ ถ้าเกิดผลึกขึ้นและเขย่าแล้วไม่ละลาย ไม่ควรนำมารับประทาน
- ยาน้ำแขวนละออง เช่น น้ำมันตับปลา ยาอาจจะแยกออกให้เห็นเป็นของเหลว 2 ชั้น เวลาจะใช้ให้เขย่าจนของเหลวเป็นชั้นเดียวกันก่อนจึงรินมารับประทาน ถ้าเขย่าขวดแล้วยาไม่รวมตัวกันแสดงว่า เสื่อมคุณภาพแล้ว

การเก็บรักษา

เมื่อเราทราบถึงวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องแล้ว ก็ควรรู้ถึงวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องด้วย เพื่อให้
ยามีคุณภาพในการรักษา ไม่เสื่อมคุณภาพเร็ว โดยมีวิธีการเก็บรักษา ดังนี้
1. ตู้ยาควรตั้งอยู่ในที่ที่แสงแดดส่องเข้าไปไม่ถึง ควรตั้งให้พ้นจากมือเด็ก โดยอยู่ในระดับที่เด็กไม่สามารถหยิบถึง เพราะยาบางชนิดมีสีสวย เด็กอาจนึกว่าเป็นขนมแล้วนำมารับประทานจะก่อให้เกิดอันตรายได้
2. ไม่ตั้งตู้ยาในที่ชื้น ควรตั้งอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ควรเก็บยาให้ห่างจากห้องครัว ห้องน้ำ และต้นไม้
3. ควรจัดตู้ยาให้เป็นระเบียบ โดยแยก ยาใช้ภายนอก ยาใช้ภายใน และเวชภัณฑ์ เพื่อป้องกันอันตรายจากการหยิบยาผิด

อันตรายจากการหยิบยาผิด

- ยาใช้ภายใน ให้ใส่ขวดสีชามีผาปิดสนิท เขียนฉลากว่า "ยารับประทาน" โดยใช้ ฉลากสีน้ำเงิน หรือตัวอักษรสีน้ำเงิน หรือสีดำ พร้อม กับระบุชื่อยา สรรพคุณ ขนาด และวิธีรับประทานติดไว้ให้เรียบร้อย ถ้าเป็นยาน้ำแขวนตะกอนที่ฉลากจะต้อง มีคำว่า "เขย่าขวดก่อนใช้ยา"
- ยาใช้ภายนอก ให้ติดฉลากสีแดง มีข้อความว่า "ยาใช้ภายนอกห้ามรับประทาน" ในฉลากต้องระบุชื่อยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช้ให้เรียบร้อย
4. เก็บรักษายาไม่ให้ถูกแสงสว่าง เพราะยาบางชนิดหากถูกแสงแดด จะเสื่อมคุณภาพจึงต้องเก็บในขวดทึบแสงมักเป็นขวดสีชา เช่น ยาหยอดตา ยาวิตามิน ยาปฏิชีวนะ และยา แอดดรีนาลินที่สำคัญควรเก็บยาตามที่ฉลากกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดแต่ถ้า ฉลากไม่ได้บ่งไว้ก็เป็นที่เข้าใจว่า ให้เก็บในที่ซึ่งป้องกันความชื้นได้ดี ไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินไป หรือไม่นำยาไปแช่แข็ง การเก็บรักษายาที่ถูกต้อง ย่อมได้ใช้ยาที่มีประสิทธิภาพ และยาก็ไม่เสื่อมคุณภาพเร็วซึ่งจะให้ผลในการรักษาเต็มที่

วิธีสังเกตยาเสื่อมคุณภาพ

ยาเสื่อมคุณภาพเป็นยาที่เปลี่ยนสภาพออกไป ทำให้คุณภาพในการรักษาไม่ได้ผลหรือ อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ การเปลี่ยนสภาพของยาอาจเปลี่ยนจากลักษณะภายนอก ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัด หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของตัวยา ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การเสื่อมสภาพของยาที่เราพบกันบ่อย ๆ เช่นยาน้ำ จะมีการเปลี่ยนสี กลิ่น หรือมี ตะกอนผิดไปจากเดิม
- ยาหยอดตา จะมีลักษณะขุ่น หรือตกตะกอนของตัวยา
- ยาเม็ด จะมีลักษณะยิ้มเม็ดแตก ชื้นหรือบิ่น
- ยาแคปซูล จะมีลักษณะแตกออกจากกัน บวมขึ้น หรือสีของยาที่อยู่ภายในแคปซูล เปลี่ยนไป หรือมีสีเข้มขึ้น
- ยาจำพวกปฏิชีวนะ กฎหมายกำหนดให้ระบุวันที่หมออายุไว้ที่ข้างกล่องหรือที่ฉลากซึ่งการแสดงวันหมดอายุนั้นมักจะระบุเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้คำย่อว่า Exp.date หรือExp. เช่น Exp.date 12/97 หมายถึง ยานี้หมดอายุการใช้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2540 แต่ทั้งนี้ยาอาจเสื่อมคุณภาพก่อนวันที่กำหนดไว้ก็ได้ ถ้าการรักษาไม่ดี เป็นที่ทราบกันแล้วว่าการใช้ยาให้ถูกต้องนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่ใช้ให้ถูกกับโรคที่เป็นใช้ให้
ถูกวิธี ถูกเวลา และถูกขนาด การใช้ยานั้นก็จะไม่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ นอกจากการใช้ยาให้ถูกต้องแล้วการเก็บรักษายาก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน คือต้องเก็บยาให้ถูกที่ ไม่ถูกแสงแดด และไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินไปก็จะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ยาที่มีคุณภาพดี ให้ผลเต็มที่ในการรักษาโรค


ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบั

ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ ที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาสามัญประจำบ้าน เพื่อใช้สำหรับบำบัดรักษาอาการของโรค ในกรณีที่มีการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆ ซึ่งสามารถวางจำหน่ายได้ทั่วไปโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตขายยา ประชาชนจึงสามารถหาซื้อได้ง่ายและ ควรมีไว้เพื่อการดูแลตัวเองเมื่อมีความเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะยาสามัญประจำบ้านที่เป็นแผนปัจจุบัน
กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับปรุงรายการยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน โดย
1. เพิ่มรายการยาสามัญประจำบ้านให้ครอบคลุมกลุ่มอาการโรคที่ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้
2. คัดเลือกรายการยาที่เหมาะสม เป็นยาที่มีอันตรายน้อย และยังคงเป็นยาที่ได้รับ ความนิยมอยู่ นอกจากนี้จะต้องเป็นยาที่ราคาไม่แพงและมีความคงตัวดี
3. อนุญาตให้ใช้ชื่อการค้ากับยาสามัญประจำบ้านได้

ลักษณะของยาสามัญประจำบ้าน

ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบันมีหลายรูปแบบ เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ขี้ผึ้ง ครีม ยาทุกขนาดจะต้องมีสูตรตำรับยา สรรพคุณ วิธีใช้ ขนาดบรรจุ คำเตือน แลข้อแนะนำ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง "ยาสามัญประจำบ้าน" โดยเฉพาะฉลากจะต้องประกอบ
1. คำว่า "ยาสามัญประจำบ้าน"
2. ชื่อยา ส่วนประกอบของยา
3. สรรพคุณ
4. วิธีใช้
5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต
6. คำว่า "ยาสิ้นอายุ" และแสดงวันเดือนปี พ.ศ. ที่ยาสิ้นอายุ
7. ข้อควรระวังหรือคำเตือน (ถ้ามี)
ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน ประกอบด้วย 53 รายการ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1. ยาสำหรับใช้ภายนอก เป็นยาที่ใช้เฉพาะผิวหนัง หู ตา จมูก ห้ามนำไปรับประทานเด็ดขาด ยาพวกนี้จะมีฉลากสีแดง และมีคำว่า " ใช้เฉพาะภายนอก " และ " ห้ามรับประทาน " อยู่บนฉลากเสมอ
2. ยาสำหรับใช้ภายใน เป็นยาที่เราใช้รับประทาน เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ เป็นต้น ยาพวกนี้จะมีฉลากสีน้ำเงินหรือสีดำ

รายการยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาสามัญประจำบ้านแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ตามฤทธิ์ของยาได้ดังนี้

1. ยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
2. ยาแก้ท้องเสีย ได้แก่ ยาแก้ท้องเสีย ผงน้ำตาลเกลือแร่
3. ยาระบาย
4. ยาถ่ายพยาธิลำไส้ ได้แก่ ยาถ่ายพยาธิตัวกลม มีเบนดาโซล
5. ยาบรรเทาปวด ลดไข้
6. ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก ได้แก่ ยาเม็ดแก้แพ้ ลดน้ำมูก คลอร์เฟนิรามีน
7. ยาแก้ไอ ขับเสมหะ
8. ยาดมหรือยาทาแก้วิงเวียน หน้ามือ คัดจมูก
9. ยาแก้เมารถ เมาเรือ ได้แก้ ยาเม็ดแก้เมารถ เมาเรือ ไดแมนไฮดริเนท
10. ยาสำหรับโรคตา
11. ยาสำหรับโรคปากและลำคอ
12. ยาใส่แผล ล้างแผล
13. ยารักษาแผลติดเชื้อ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
14. ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ แมลงกัดต่อย ได้แก่ ยาหม่องชนิดขี้ผึ้ง
15. ยาสำหรับโรคผิวหนัง
16. ยาบำรุงร่างกาย

ผลดีที่ได้จากการใช้ยาสามัญประจำบ้าน
มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า ยาสามัญประจำบ้านเป็นยาราคาถูกใช้รักษาโรคไม่ค่อยได้ผลไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ดี ที่จริงแล้วยาสามัญประจำบ้านใช้บรเทาและรักษาอาการโรคได้ดีไม่แพ้ยาราคาแพงหลายชนิด

ผู้ใช้ยาสามัญประจำบ้านจะมีความปลอดภัยในการใช้ยาเนื่องจาก
1. ยาที่ได้รับทำให้เกิดพิษหรืออาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ต่ำกว่ายาอื่นที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกัน
2. ฉลากยาสามัญประจำบ้านมีรายละเอียดเกี่ยวกับสรรพคุณ ส่วนผสม วิธีใช้ คำเตือน และข้อควรระวัง รวมทั้งวันเดือนปีที่หมดอายุ
3. ยาสามัญประจำบ้านมีขนาดบรรจุที่พอเหมาะ หาดท่านใช้ยาหมดแล้ว อาการของโรคยังไม่หาย แสดงว่าอาการของโรคนั้นรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรใช้ยานั้นรักษาตนเองอีกต่อไป

การเลือกซื้อยาสามัญประจำบ้าน
ท่านสามารถหาซื้อยาสามัญประจำบ้านได้จากร้านค้าทั่วไป ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นร้านที่ขออนุญาตขายยา ข้อสำคัญต้องสังเกตดูฉลากว่ามีคำว่า "ยาสามัญประจำบ้าน" และแสดง รายละเอียด เช่น ชื่อยา ส่วนประกอบของยา สรรพคุณ วิธีใช้ ข้อควรระวัง หรือคำเตือน ชื่อ และ ที่ตั้งของผู้ผลิต และวันเดือนปีที่ยาสิ้นอายุ

การใช้ยาสามัญประจำบ้าน
1. อ่านฉลากยาให้ละเอียด และปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากนั้น
2. ถ้าใช้ยาไปแล้ว 3 วัน อาการป่วยยังไม่ทุเลาลง ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างระเอียดต่อไป
3. ใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น หากใช้ยาสามัญประจำบ้านพร่ำเพรื่อ หรือผิดวิธี ก็อาจเกิดอันตรายได้เช่นเดียวกับการใช้ยาอื่น ๆ
4. เมื่อใช้ยาแล้วควรเก็บให้เป็นที่ไม่ปะปนกับของกินของใช้อื่น ๆ เก็บในที่ไม่ร้อน ไม่ชื้นและเก็บให้พ้นมือเด็ก
ยาสามัญประจำบ้านเป็นยาที่ควรมีไว้ประจำบ้าน เพื่อใช้บำบัด บรรเทา รักษาอาการเจ็บ
ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาสามัญประจำบ้านจะจัดเป็นยาที่มีความปลอดภัย แต่ก่อนใช้ยาท่านจะต้องอ่านฉลาก ทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามวิธีใช้ คำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

ยานอนหลับมิดาโซแลม

ยานอนหลับที่ใช้ในทางการแพทย์มีหลายกลุ่ม กลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดคือ กลุ่ม เบนโซไดอะซีพีน ซึ่งยาที่อยู่ในกลุ่มนี้มีอยู่ตัวหนึ่งที่มีการนำไปใช้ในการประกอบอาชญากรรม ด้วยการนำไปมอมเมาเหยื่อเป้าหมายที่เป็นหญิง ดังจะเห็นปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะ ๆ ถึงแม้ว่ายาตัวนี้จะจัดเป็นยาควบคุมที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้นและไม่มีจำหน่ายตามร้ายขายยาทั่วไป แต่ก็พบว่ามีการลักลอบซื้อขายกันอยู่ หรือมีการนำไปใช้ในทางที่ผิด อีกทั้งมีประชาชนส่วนหนึ่งยังมีการซื้อยาตัวนี้มารับประทานเองโดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสีย ซึ่งอาจเป็นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับยาดังกล่าว ยาที่กล่าวถึงข้างต้นนี้คือ มิดาโซแลม

มิดาโซแลม คืออะไร
มิดาโซแลมเป็นชื่อทางเคมีของยา ส่วนชื่อทางการค้า เช่นโดมิคุม จัดเป็นยานอนหลับที่อยู่ในกลุ่มเบนโซไดอาซีพีน ชนิดเม็ดจะใช้รับประทานเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเป็นยาที่ถูกดูดซึมได้ดีที่สุดจากทางเดินอาหารเมื่อเทียบกับยานอนหลับตัวอื่น และมีค่าครึ่งชีวิตสั้นมากประมาณ 2 วัน จึงเหมาะสำหรับคนที่หลับยากแต่เมื่อหลับแล้วจะหลับได้ปกติถึงเช้า ดังนั้น จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในผู้ที่นอนหลับได้เองแต่มักตื่นกลางดึก แต่มีข้อควรระวังคือ ควรใช้ยานี้เพียงระยะสั้น ๆ เพราะถ้าใช้ยาติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เกิดการติดยาได้

ลักษณะทางกายภาพของยา และขนาดความแรง
มิดาโซแลมที่ชื่อการค้า เช่น โดมิคุม ชนิดรับประทานลักษณะเป็นเม็ดรีสีฟ้า ด้านหนึ่งมีตัวอักษรคำว่า ROCHE 15 ส่วนอีกด้านหนึ่งจะมีขีดแบ่งครึ่งเม็ด ขนาดความแรง 15 มิลลิกรัม ส่วนชนิดฉีด มีลักษณะเป็นแอมพูดใช้ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อจะมีขนาดความแรง 5 มิลลิกรัม/แอมพูล และขนาดความแรง 15 มิลลิกรัม/3มิลลิกรัม/แอมพูล

ขนาดรับประทาน
ผู้ใหญ่ : รับประทานในขนาด 7.5 - 15 มิลลิกรัม ก่อนนอน


คุณสมบัติเด่นของมิดาโซแลม (Midazolam)
คุณสมบัติเด่นคือ ฤทธิ์สงบประสาท ทำให้นอนหลับ และฤทธิ์ทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ ทำให้นิยมใช้ในการทำยาสลบโดยฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ การให้ยาโดยการรับประทานจะเริ่มปรากฏฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงที่เวลาประมาณ 15 นาที ขณะที่การฉีดเข้าหลอดเลือดดำจะ ออกฤทธิ์ภายในเวลา 1-5 นาที

อาการไม่พึงประสงค์
อาการที่พบบ่อยได้แก่ ง่วงซึม เดินเซ หากได้รับยาติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะพึ่งยาทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ และเมื่อหยุดยากะทันหันก็อาจก่อให้เกิดอาการถอนยาคืออาการนอนไม่หลับ การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอาจกดการหายใจและทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ อาการอื่น ๆ ที่พบได้บ้างได้แก่ พฤติกรรมบกพร่อง ความจำด้อยลง ปวดศีรษะ มึนงง สับสน วิตก กังวล ไม่อยู่นิ่ง เปลี้ย เวียนศีรษะ เพ้อ กระสับกระส่าย เดินเซ ฝันร้าย พูดไม่ชัด คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง ท้องผูก

การเกิดพิษเฉียบพลัน
การที่ร่างกายได้รับมิดาโซแลม เกินขนาด จะทำให้เกิดอาการซึมมากหลับนานผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน การตอบสนอง ลดลง สับสนไม่รู้สึกตัว และโคม่า หากมีอาการนอนไม่หลับ ประสาทหลอด พฤติกรรมผิดปกติ ควรหยุดยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์

การใช้ยาในทางที่ผิด
นำไปใช้ในการก่ออาชญากรรม

การควบคุมตามกฎหมาย
มิดาโซแลม จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายโดยกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรม และผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ชั้นหนึ่ง ใช้ประโยชน์ในการรักษาพยาบาลสำหรับคนไข้หรือสัตว์ที่ตนบำบัดอยู่ โดยห้ามขายในสถานที่ขายยาโดยเด็ดขาด อาจกล่าวได้ว่า มิดาโซแลม เป็นยาที่กำหนดให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด การจำหน่ายต้องผ่านกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งจะอนุญาตให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้กับคนไข้เท่านั้น ผู้ที่ผลิตขาย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ใน ครอบครอง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ซึ่งมีทั้งโทษปรับและจำคุก

บทลงโทษเกี่ยวกับวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518

ความผิด บทกำหนดโทษ มาตรา
ผลิต,ขาย,นำเข้า,ส่งออก ระวางโทษจำคุก5ปี - 20ปีปรับตั้งแต่ 100,000 บาท - 400,000 บาท มาตรา 89
ครอบครอง ระวางโทษจำคุก 5 ปี - 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท - 400,000 บาท มาตรา 106 ทวิ
เสพ ระวางโทษจำคุก 1 ปี - 5 ปี
ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท - 100,000 บาท มาตรา 106 ตรี
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ ระวางโทษจำคุก 2 ปี - 10 ปี
ปรับตั้งแต่ 40,000 บาท - 200,000 บาท มาตรา 106 จัตวา วรรค 1
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ โดยเป็นการกระทำต่อหญิง หรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ระวางโทษจำคุก 3 ปี - ตลอดชีวิต
ปรับตั้งแต่ 60,000 บาท - 500,000 บาท มาตรา 106 จัตวา วรรค 2

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่ายานอนหลับอย่างมิดาโซแลม ถึงแม้จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่โทษที่เกิดขึ้นหากใช้ยาไม่ถูกต้องก็มีไม่น้อย และยิ่งถ้านำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การนำไปก่ออาชญากรรม ก็ยิ่งก่อให้ผลเสียอย่างมหันต์ ดังนั้นการใช้ยาชนิดนี้จึงต้องอยู่ในความ ดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดและหากพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวยาตัวนี้ ขอให้แจ้งมาที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือร้องเรียนมาที่หมายเลขโทรศัพท์ 590-7354-5 ตลอดเวลา ราชการ ทั้งนี้เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะได้ ดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

ยาต้านจุลชีพ

ในยุคที่ต้องพึ่งพายาเมื่อเกิดการเจ็บป่วย จะเห็นว่ายาต้านจุลชีพ เป็นยากลุ่มหนึ่งที่ มีความสำคัญมากในการรักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งจัดเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่รู้จักกันดี อย่างเช่น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น กรณีที่ประชาชนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขขั้นมูลฐาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อที่ดีและถูกต้อง เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อแล้ว การที่จะรักษาให้ได้ผลคงต้องศึกษาเพื่อให้รู้จักโรคให้ดี และที่สำคัญคงต้องรู้จักเลือกและใช้ยาต้านจุลชีพได้อย่างถูกต้อง เพราะการเลือกและใช้ยาต้านจุลชีพได้อย่างถูกต้องนอกจากจะทำให้หายจากโรคติดเชื้อแล้ว ยังทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาอีกด้วย

ความหมาย
ก่อนที่ รู้จัก ความหมายของยาต้านจุลชีพนั้น อยากจะให้ความหมายของ "ยาปฏิชีวนะ"หมายถึง ยาที่แยกได้จากเชื้อจุลชีพหรือกึ่งสังเคราะห์เหมือนสารที่แยกได้จากเชื้อจุลชีพ และที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีโดยตรงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตหรือทำลายเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อโปรโตซัว

การจำแนกประเภทของยาต้านจุลชีพ
ยาต้านจุลชีพ จำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ หลักเกณฑ์ในการจำแนก

จำแนกตามสูตรโครงสร้างทางเคมี
1. เบต้า-แลคแทม แอนตี้ไบโอติค
- เพนิซิลลิน
- เซฟาโลสปอริน
2. แมคโครลีด เช่น อีริโทรมัยซิน
3. ลินโคซาไมด์ เช่น ลินโคมัยซิน
4. อะมิโนกลัยโคไซด์ เช่น เจนตามิซิน
5. เตตร้าซัยคลิน เช่น เตตร้าซัยคลิน
6. โพลี่เปปไทด์ เช่น แวนโคมัยซิน
7. ซัลโฟนาไมด์ เช่น ซัลฟาไดอะซีน
8. ฟลูออโรควิโนโลน เช่น เอ็นโรฟลอกซาซิน
9. กลุ่มอื่น ๆ เช่น คลอแรมเฟนิคอล ไนโตรฟูแรนโตอิน

จำแนกตามขอบเขตการออกฤทธิ์
1. Broad spectrum ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ เช่น แอมพิซิลลิน หรือออกฤทธิ์ทั้งต่อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนด้วย ได้แก่ คลอแรมเฟนิคอล นอกจากนี้ยังอาจครอบคลุมโปรโตซัว และริกเกตเซีย ได้แก่ เตร้าซัยคลิน คลอแรมเฟนิคอล เมโทรนินาโซล
2. Medium spectrum ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบบางชนิดเท่านั้น ได้แก่ ซัลโฟนาไมด์
3. Narrow spectrum ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด มีฤทธิ์ส่วนใหญ่ต่อแบคทีเรียแกรมบวก ได้แก่ คล็อกซาซิลลิน หรือมีฤทธิ์ส่วนใหญ่ต่อแบคทีเรียแกรมลบ ได้แก่ อะมิโนกลัยโคไซด์

จำแนกตามฤทธิ์ต่อจุลชีพ
1. Bactericidal หมายถึง ยาต้านจุลชีพมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเชื้อจุลชีพ โดยทั่วไปมักมีกลไกการออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์ และต่อเซลล์เมมเบรนของแบคทีเรีย
2. Bacteriostatic หมายถึง ยาต้านจุลชีพมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพมักมีกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน ดังนั้น จึงต้องการระบบภูมิคุ้มกันระบบเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อเก็บกินเชื้อจุลชีพ ถ้าเพิ่มขานดยามากขึ้นยาต้านจุลชีพเหล่านี้อาจออกฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเชื้อจุลชีพ

จำแนกตามกลไกการออกฤทธิ์
1. ออกฤทธิ์ ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ เช่น เพนิซิลลิน เซฟาโลสปอริน แวนโคมัยซิน
2. ออกฤทธิ์ต่อเซลล์เมมเบรน เช่น โพลี่มิกซิน-บี คีโตโคนาโซล แอมโพเทอริซิน-บี
3. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน เช่น คลอแรมเฟนิคอล เตตร้าซัยคลิน อีริโทรมัยซิน อะมิโนกลัยโคไซด์
4. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลิอิค เช่น ไรแฟมปิซิน ควิโนโลน เมโทรนิดาโซล
5. รบกวนการสังเคาระห์เมตาบอไลต์ที่จำเป็นในการดำรงชีพของเชื้อจุลชีพ เช่น ซัลโฟนาไมด์ไอโซไนอะซิด
ยาต้านจุลชีพที่ดีควรออกฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพเท่านั้นไม่ควรมีผลต่อเซลล์ของร่างกายผู้ป่วยยาต้านจุลชีพที่มีการออกฤทธิ์อย่างเลือกเฟ้น ต่อเฉพาะเชื้อ ได้แก่ กลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม เบต้า-แลคแทม ยากลุ่มนี้จึงใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัย ส่วนยาต้านจุลชีพที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน โดยจับกับโรโบโซมซึ่งเป้าหมายที่มีทั้งในเซลล์ของแบคทีเรียและเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่พบว่า ไรโบโซมแตกต่างกัน กล่าวคือไรโบโซมของแบคทีเรียเป็น 70s ส่วนโรโบโซมของสัตว์เลี้ยวลูกด้วยนมเป็น 80s ยกเว้นในไมโตคอนเดรีย ในเซลล์ไขกระดูกเป็น 70s ดังนั้นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ โดยจับกับโรโบโซม จึงพบว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่บางชนิดอาจเกิดอาการข้างเคียงถึงขั้นเป็นพิษได้ เช่น คอลแรมเฟนิคอล จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

หลักการเลือกใช้ยาต้านจุลชีพ
การใช้ยาต้านจุลชีพให้ได้ผลการรักษาที่ดี ต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ประการ ได้แก่
1. เชื้อจุลชีพที่เป็นสาเหตุของโรค
2. ยาต้านจุลชีพ
3. สภาวะร่างกายของผู้ป่วย

ปัจจัยเกี่ยวกับเชื้อจุลชีพ
ต้องค้นหาเชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคเพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะใช้ยาต้านจุลชีพหรือไม่ตามทฤษฎีจะต้องมีการเพาะเชื้อและทดสอบหาความไวของเชื้อที่มีต่อยาต้านจุลชีพ แต่มนความเป็นจริงบางครั้งไม่สามารถกระทำได้เพราะขาดอุปกรณ์ทางห้องปฏิบัติการ แพทย์มักให้การรักษาโดยการคาดคะเน จากความชำนาญ.

ปัจจัยเกี่ยวกับยาต้านจุลชีพ
เมื่อเลือกยาต้านจุลชีพที่มีความไวต่อเชื้อนั้นแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเภสัชจลนศาสตร์ของยานั้นด้วย ได้แก่ การดูดซึม การกระจายตัว การเปลี่ยนสภาพยา และการขจัดยา นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับการเลือกวิถีทางให้ยา ขนาดยา ระยะเวลาระหว่างมื้อของยา ระยะเวลาการให้ยาด้วยทั้งนี้เพื่อให้ระดับยาในบริเวณที่มีการติดเชื้อสูงพอที่จะออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ คือต้องสูงกว่าระดับยาต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อ ขณะเดียวกันความเข้มข้นของยาในพลาสมาและเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะต้องต่ำกว่าระดับที่จะเกิดอันตราย กรณีที่โรคไม่รุนแรง มักให้ยารับประทานแทนยาฉีด เพื่อให้ได้ผลดีในการรักษาควรเลือกยารับประทานที่ไม่ว่าจะรับประทานก่อนหรือหลังอาหาร ก็ให้ระดับยาสูงในพลาสมาหรือในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้มีระดับสูงพอที่จะออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ และอยู่นานพอสำหรับการรักษาโรคติดเชื้อนั้น นอกจากนี้ควรเป็นยาที่รับประทานเพียงวันละ 1-2 ครั้ง จึงจะทำให้ ผู้ป่วยได้รับประทานยาได้ครบขนาด

ปัจจัยเกี่ยวกับผู้ป่วย
1. อายุ ทารกแรกเกิดและทารกคลอดก่อนกำหนด การขจัดยาที่ใช้และการเปลี่ยนสภาพของยาที่ตับยังไม่สมบูรณ์ส่วนผู้สูงอายุ กลไกดังกล่าวอาจเสื่อมประสิทธิภาพลง ต้องปรับขนาดยา
2. สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ขณะตั้งครรภ์ยาอาจผ่านรกไปยังทารกได้จึงต้องเลือกใช้ยาต้านจุลชีพที่ปลอดภัยต่อทารก ได้แก่ ยาในกลุ่มเพนนิซิลลิน ยาที่ไม่ควรใช้อย่างยิ่งคือ ซัลโฟนาไมด์ เนื่องจากยาอาจผ่านรกไปยังทารกในครรภ์
1. พันธุกรรม ความผิดปกติทางพันธุกรรมจะต้องคำนึงถึงในการเลือกใช้ยาต้านจุลชีพ เช่น ผู้ป่วยที่ขาดเอนไซม์ ถ้าใช้ยาต้านจุลชีพที่เป็นสารออกซิไดซ์ เช่น คลอแรมเฟนิคอล ซัลโฟนาไมด์ จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก
2. บริเวณที่มีการติดชื้อ มีผลทำให้การออกฤทธิ์ของยาลดลง เช่น หนอง เศษของเซลล์ที่ตายแล้ว ไฟบริน และ โปรตีน จะจับกับยาต้านจุลชีพบางชนิดเช่น ซัลโฟนาไมด์
3. ผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคประจำตัวก่อนแล้วจำเป็นต้องใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย อาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา เช่น ผู้ป่วยโรคไต การทำงานของไตลดลง ต้องปรับขนาดยาหรือให้ระยะห่างของการให้ยาแต่ละครั้งนานขึ้นและต้องระวังยาที่ขับออกทางไตเป็นส่วนใหญ่ เช่น อะมิโนกลัยโคไซด์
จะเห็นว่า การเลือกใช้ยาต้านจุลชีพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งการใช้ยาจุลชีพไม่ถูกต้อง จะทำให้การรักษาไม่ไดผล เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาในการรักษาแล้วยังอาจก่อให้เกิดผลร้ายอื่นๆเช่น เกิดการดื้อยาของเชื้อ การติดเชื้อแทรกซ้อน หากไม่แน่ใจก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
จะเห็นว่า การเลือกและใช้ยาต้านจุลชีพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งการใช้ยาต้านจุลชีพไม่ถูกต้อง จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาในการรักษาแล้วยังอาจก่อให้เกิดผลร้ายอื่น ๆ เช่น การเกิดดื้อยาของเชื้อ การติดเชื้อแทรกซ้อน การแพ้ยา การเป็นพิษเนื่องจากยา ซึ่งอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้น การใช้ยาต้านจุลชีพจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง หากไม่แน่ใจก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และควรใช้ตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

กวาวเครือ

กวาวเครือ พืชสมุนไพรไทยที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก ทั้งในแง่ของการบำรุงร่างกายและช่วยเสริมทรวงอก ซึ่งขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมของกวาวเครือหลายรูปแบบ ทั้งชนิดกินและชนิดทา ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะให้ผลตามที่กล่าวอ้างหรือไม่และมีความปลอดภัยเพียงใด

รู้จักกวาวเครือ
กวาวเครือ เป็นชื่อที่ใช้เรียกพืชในวงค์ถั่ว สกุล Peuraria ที่มีลักษณะเป็นไม้เถาและมีหัวใต้ดิน ในประเทศไทยมีรายงานว่าพบอย่างน้อย 9 ชนิด มีผู้อ้างตำรายาโบราณว่ากวาวเครือมี 4 ชนิด คือ กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือดำ และกวาวเครือมอ แต่ชนิดที่กำลังเป็นที่สนใจขณะนี้ คือ กวาวเครือขาว ซึ่งหัวใต้ดินของกวาวเครือขาวจะมีลักษณะค่อนข้างกลม เนื้อในสีขาว
กวาวเครือมีสรรพคุณตามตำรายาโบราณ เป็นยาบำรุงร่างกายเจริญอาหารแก้อ่อนเพลีย บางตำราก็ระบุว่ามีสรรพคุณบำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพให้สมบูรณ์ กวาวเครือขาวเป็นที่สนใจอยู่เพราะมีรายงานว่าสารสกัดที่ได้จากกวาวเครือขาวมีสารบางอย่าง เช่น ไมโรเอสทรอล (Miroestrol) ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ เอสตราไดออล (estradiol) ทำให้มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงมีผู้ที่สนใจศึกษาเพื่อนำผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือไปใช้สำหรับรักษาอาการผิดปกติหรือบกพร่องทางสุขภาพในกลุ่มสตรีวัยทองวัยชรา
มีรายงานสารพิษที่ชื่อว่า บูตานิน(Butanin) ในกวาวเครือ เมื่อฉีดสาร ดังกล่าวให้กับสัตว์จะทำให้หายใจขัด ชักกะตุก และตายได้ รวมทั้งมีรายงานถึงพิษของกวาวเครือเมื่อให้สัตว์ทดลองในปริมาณสูงพบว่าในนกกระทา ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เกิดฝีหนองขึ้นตามตัว กระดูกเปราะและหักง่าย ในหนูพบว่า ทำให้จำนวนเม็ดเลือดเเดงลดลง
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่ากวาวเครือมีคุณประโยชน์ หากใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่ในทางตรงกันข้ามก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ หากใช้ไม่ถูกต้องไม่ถูกวิธี ทั้งนี้ เดิมทีการบริโภคกวาวเครือมีจุดมุ่งหมายเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ปัจจุบันกลับเป็นที่กล่าวขานกันในลักษณะสมุนไพรเพื่อความงาม เน้นว่าบริโภคแล้วจะเพิ่มทรวงอกให้ใหญ่ขึ้น ทำให้กลุ่มผู้บริโภคเปลี่ยนจากผู้สูงอายุมาเป็นวัยเจริญพันธุ์ที่รักสวยรักงาม ซึ่งข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ต้องพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้กระจ่างชัดเสียก่อน ว่าสารในกวาวเครือมีฤทธิ์อย่างนั้นจริงหรือไม่ แล้วเมื่อมีผลในการขยายทรวงอกแล้วจะมีผลต่ออวัยวะอื่นๆในร่างกายด้วยหรือไม่ ขนาด วิธีใช้ ระยะเวลาที่ใช้ อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ข้อจำกัดเกี่ยวกับเพศและวัยของผู้ใช้ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วน ตราบใดที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ การบริโภคกวาวเครือยังเป็นปัญหาที่คลุมเครือ

การใช้กวาวเครือ
ขณะนี้ผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือมีแนวโน้มของการใช้อยู่ 2 แนวทาง คือ
1. การใช้ตามองค์ความรู้แบบยาแผนโบราณ โดยใช้กวาวเครือเป็นตัวยาหนึ่งผสมกับตัวยาอื่นซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ตำรับยาที่เป็นยาบำรุงร่างกาย หรือยาสำหรับสตรีแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
2. การใช้ในลักษณะเป็นสมุนไพรเดี่ยว หรือผสมในผลิตภัณฑ์โดยหวังใช้สรรพคุณของกวาวเครือที่มีสารออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งการใช้ในลักษณะนี้จะเป็นการใช้แบบยาแผนปัจจุบัน ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประยุกต์ จะแตกต่างจากความรู้ดั่งเดิม จึงจำเป็นจะต้องมีการประเมินในด้านความปลอดภัยและสรรพคุณที่กล่าวอ้างอย่างรอบคอบเสียก่อน ตั้งแต่การศึกษาทางด้านพิษวิทยาในสัตว์ทดลองเพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษทั้งในระยะเฉียบพลันหรือในระยะยาว จากนั้นจะต้องมีการศึกษาทางคลีนิกในคนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีคุณประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างจริง

การควบคุมตามกฎหมาย
ผลิตภัณฑ์กวาวเครือจัดเข้าข่ายเป็นยา ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่3) พ.ศ. 2522 โดยอาจจัดเป็น
- ยาแผนโบราณ ถ้าเป็นตำรับยาตามองค์ความรู้แบบแผนโบราณ
- เป็นยาแผนปัจจุบัน ถ้าเป็นสูตรตำรับที่ศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์
การควบคุมจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ
1. ผู้ที่ผลิต หรือขายยา ต้องขอใบอนุญาตผลิตยาหรือใบอนุญาตขายยา ตาม ประเภทของยาให้ถูกต้องเสียก่อน
2. ในกรณีผลิตยา จะต้องนำผลิตภัณฑ์กวาวเครือที่จะผลิตมาขอขึ้นทะเบียน ตำรับ ยา และต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าสามารถเชื่อถือในสูตร สรรพคุณ และมีความปลอดภัยในการใช้ จึงจะออกเลขทะเบียนตำรับยาให้ จากนั้น ผู้ผลิตจึงจะออกจำหน่ายได้ ทั้งนี้ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบดูแลให้ยาที่ผลิตมีสูตร ส่วนประกอบ และการแสดงฉลากตรงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้
3. หากจะทีการโฆษณาทางสื่อใดๆ จะต้องขออนุญาต และต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เสียก่อนจึงจะดำเนินการได้

กาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กวาวเครือ
ยาที่มีกวาวเครือเป็นส่วนประกอบที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ขณะนี้ทั้งหมดเป็นยาแผนโบราณและเป็นตำรับยาผสม ส่วนมากเป็นตำรับยาบำรุงร่างกาย หรือเป็นยาสำหรับสตรีที่มีประจำเดือนไม่ปกติ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีกวาวเครือเป็นตัวยาเดี่ยว หรือผลิตภัณฑ์ที่มีการแสดงสรรพคุณบำรุงหรือเพิ่มทรวงอก ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง หรือบำรุงสมรรถภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายัง ไม่เคยอนุมัติ ผลิตภัณฑ์ในลักษณะดังกล่าว

ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กวาวเครือจึงขอแนะนำให้
1. เลือกซื้อจากร้านขายยา และซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและเลขทะเบียนยาเท่านั้น
2. หากเป็นยาที่ไม่มีฉลาก ไม่มีเลขทะเบียน หรือมีการแสดงสรรพคุณในลักษณะบำรุงทรวงอก บำรุงสมรรถภาพทางเพศ หรือลักษณะโอ้อวดอื่น ไม่ควรหลงเชื่อซื้อมาบริโภค เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

คำแนะนำในการบริโภคผลิตภัณฑ์กวาวเครือ
1. ไม่ควรบริโภคยานี้ โดยหวังผลในการเพิ่มทรวงอก หรือบำรุงสมรรถภาพทางเพศ เพราะยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันทางด้านความปลอดภัยและคุณสมบัติที่ชัดเจน
2. ยาที่เป็นตำรับยาโบราณที่อนุญาตให้จำหน่ายในท้องตลาด ควรใช้เฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องการยาบำรุงร่างกาย หรือใช้ในกรณีที่สตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และไม่ควรรับประทาน ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับประทาน
3. ถ้ารับประทานแล้วเกิดอาการแพ้ เช่น ผิวหนังเป็นผื่นคัน มีอาการวิงเวียน หายใจขัด ควรหยุดใช้ยาทันทีเป็นเรื่องที่นายินดีที่มีการค้นพบสมุนไพรที่มีประโยชน์ เช่น กวาวเครือ แต่การนำสมุนไพรมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วนถึงคุณประโยชน์และความปลอดภัยของสมุนไพรนั้น ซึ่งหากมีผลพิสูจน์ถึงความปลอดภัยที่ใช้ในคนและผลพิสูจน์นั้นเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารเเละยาก็พร้อมที่จะสนันสนุนอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพร


ยาชุด

ยาชุด หมายถึง ยาที่ผู้ขายจัดรวมไว้เป็นชุดให้กับผู้ซื้อ สำหรับกินครั้งละ 1 ชุด โดยมีรูปแบบและสีของยาต่างกัน โดยไม่แยกว่าเป็นยาชนิดใด ควรกินเวลาไหน โดยทั่วไปมักจะมียาตั้งแต่ 3 - 5 เม็ดหรือมากกว่า ผู้ซื้อมักรับประทานไม่เกิน 3 - 4 ชุด ในการรักษาอาการเจ็บป่วยแต่ละคราว อาจจัดเป็น
- ยาชุดสด โดยซักถามอาการและผู้ขายจัดยาเป็นชุดให้ผู้ซื้อ
- ยาชุดแห้ง โดยจัดรวมยาชุดไว้ในซองพลาสติกเล็ก ๆ พิมพ์สลากบ่งบอกสรรพคุณไว้เสร็จ สรรพคุณที่พิมพ์ไว้มักโอ้อวดเกินความเป็นจริง เพื่อให้ขายได้มาก ชื่อที่ตั้งไว้จะเป็นชื่อที่ดึงดูดความสนใจหรือโอ้อวดสรรพคุณ เช่น ยาชุดแก้หวัด แก้เจ็บคอ ยาชุดแก้ไข้มาลาเรีย ยาชุดบำรุงประสาท และยาชุดแก้ขัดเบา เป็นต้น
เนื่องจากผู้จัดยาชุดไม่มีความรู้เรื่องยาอย่างแท้จริง และมักจะมุ่งผลประโยชน์เป็นสำคัญ ผู้ใช้ยาชุดจึงมีโอกาสได้รับอันตรายจากยาสูงมาก

อันตรายจากการใช้ยาชุด
1. ได้รับตัวยาซ้ำซ้อน ทำให้ได้รับยาเกินขนาด เช่น ในยาชุดแก้ปวดเมื่อยขุดหนึ่งอาจมียาแก้ปวด 2 - 3 เม็ดในรูปแบบต่างกัน ทำให้ผู้ใช้ได้รับพิษจากยาเพิ่มมากขึ้น
2. ได้รับยาเกินความจำเป็น เช่น ในยาชุดแก้หวัด จะมียาแก้ปวดลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาทำให้โล่งจมูก ยาแก้ไอ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งการรักษาโรคหวัด ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และใช้ ยาบรรเทาเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้าไม่ปวดหัวหรือเป็นไข้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดลดไข้ ถ้าไม่มีอาการไอ ก็ไม่ควรกินยาแก้ไอ หรือถ้าไม่มีอาการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ก็ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะนี้จัดเป็นยาอันตราย ควรใช้ภายในการแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เท่านั้น
3. ในยาชุดมักใส่ยาที่มีอันตรายมาก ๆ ลงไปด้วย เช่น ยาสเตียรอยด์ เพื่อให้อาการของโรคบรรเทาลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่สาเหตุของโรคยังคงอยู่ ทำให้โรคเป็นหนักขึ้น รักษายากขึ้น ยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มีผลข้างเคียงสูง จัดเป็นยาควยคุมพิเศษต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น
4. ในยาชุดมักมียาเสื่อมคุณภาพ หรือยาปลอมผสมอยู่ การเก็บรักษายาชุดในซองพลาสติก จะไม่สามารถกันความชื้น ความร้อน หรือแสงได้ดีเท่ากับขวดที่บริษัทเดิมผลิตมา ทำให้เสื่อมหรือหมดอายุเร็วขึ้น
5. ผู้ใช้ยาชุด จะได้รับยาไม่ครบขนาดการรักษา ที่พบบ่อย คือยาปฏิชีวนะ ซึ่งควรกินอย่างน้อย 5 - 7 วัน ๆ ละ 2 - 4 ครั้ง แล้วแต่ชนิดของยา แต่ในยาชุดผู้ซื้อจะรับประทานเพียง 3 - 4 ชุด หรือวันละชุด จะทำให้ได้รับยาไม่ครบขนาดการรักษา มีผลให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาแรงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น

ข้อแนะนำในการซื้อยา
1. การซื้อยาทุกชนิด ควรซื้อจากร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตหรือกองทุนยา อย่าซื้อจากรถเร่หรือร้านขายของชำ
2. ก่อนใช้ยา อ่านวิธีใช้ ข้อควรระวัง คำเตือน เอกสารกำกับยา อย่างละเอียดชัดเจนทุกครั้ง โดยเลือกใช้ยาสามัญประจำบ้านในการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ


ยาระบาย

เมื่อกล่าวถึงยาระบายเรามักจะนึกถึงอาการท้องผูก ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน ท้องผูกหรือการถ่ายอุจจาระที่มีจำนวนน้อยครั้งผิดปกติ และอุจจาระมีลักษณะแห้งแข็งกว่าปกติ ทำให้ต้องเบ่งมากเวลาถ่าย ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในคนปกติ มักมีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีกากหรือใยอาหารน้อยเกินไป ดื่มน้ำน้อย ขาดการออกกำลังกาย หรือมีการกลั้นอุจจาระในบางสถานการณ์ ผู้มีอาการท้องผูกจากสาเหตุที่กล่าวมานี้อาจรักษาอาการท้องผูกได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาระบาย เช่นการรับประทานผัก ผลไม้ให้เพิ่มขึ้น และดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นยามออกกำลังกาย ไม่นั่งหรือนอนหลังจากรับประทานอาหาร ผู้ที่มีการท้องผูกบ่อย ๆ ควรฝึกนิสัยการถ่ายให้เป็นเวลา และบริหารกล้ามเนื้อ หน้าท้อง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังช่องท้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการถ่ายดียิ่งขึ้น
หากปฏิบัติตนดังกล่าวแล้วอาการท้องผูกยังไม่หาย หรือถ้าอาการท้องผูกเกิดกับผู้ป่วยที่ต้องนอนนานๆ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาที่ทำให้ท้องผูก ผู้ป่วยด้วยโรคหรือความผิดปกติบางอย่างที่ไม่ควรเบ่งถ่ายหรือผู้ที่ใช้ยาขับพยาธิบางชนิด เหล่านี้จำเป็นต้องให้ยาระบาย การใช้ยาหากใช้เป็นครั้งคราว ไม่บ่อย อาจใช้ยาสามัญประจำบ้าน และใช้ด้วยตนเองได้ แต่ถ้าต้องใช้ประจำ หรือผู้ป่วยด้วยโรคอื่นและจำเป็นต้องใช้ยาระบายด้วย ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งใช้ยาเพื่อ ความปลอดภัย เนื่องจากยาระบายมีหลายประเภท แต่ละประเภทอาจเหมาะสมและไม่เหมาะสมอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้
เพื่อประโยชน์ในการเลือกใช้ยาระบาย และให้ใช้ยาอย่างปลอดภัย เรามารู้จักยาระบายประเภทต่างๆ การออกฤทธิ์ของยา อันตรายจากการใช้ยา และข้อควรระวังในการใช้ยา รวมทั้ง ยาระบายที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน ตามรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

ประเภทของยาระบาย
ยาระบายแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่
1. ยาที่ทำให้อุจจาระเกาะตัวเป็นก้อน ( Buik-forming agents )
2. ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ( Stimulants )
3. ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่ม ( Fecal Softeners )
4. ยาที่เพิ่มแรงตึงผิวแก่อุจจาระ ( Osmotic laxatives )
5. ยาที่เป็นสารหล่อลื่น ( Lubricants )


ยาทั้ง 5 ประเภทข้างต้นมีการออกฤทธิ์ อันตราย และข้อควรระวังในการใช้ดังนี้

ยาที่ทำให้อุจจาระเกาะตัวเป็นก้อน
ยากลุ่มนี้ที่รู้จักกันคือยาที่ได้จากสารสกัดจากเมล็ดเทียนเกล็ดหอย และเมล็ดแมงลัก ออกฤทธิ์โดยการดูดน้ำและขยายตัวในลำไส้ ทำให้เพิ่มปริมาณน้ำและเนื้ออุจจาระ ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้ขยายตัวและบีบตัวเพิ่มขึ้น ยาประเภทนี้จะต้องกินพร้อมกับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ มิฉะนั้นจะเกิดลำไส้อุดตัน ยาจะไม่ถูกดูดซึมในลำไส้ จัดเป็นยาที่มีฤทธิ์อ่อนและปลอดภัยถ้าใช้ถูกวิธี แต่ห้ามใช้ในกรณีลำไส้อุดตัน หรือมีอุจจาระอัดเป็นก้อนแข็งอุดลำไส้ ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของยา 12-14 ชั่วโมง นั่นคือผู้ที่ใช้ยาระบายกลุ่มนี้จะเห็นผลของยาใน 12-14 ชั่วโมง หรืออาจนานกว่าในผู้ป่วยที่มีทางเดินอาหารส่วนปลายสั้น แพทย์มักใช้ยาในกลุ่มนี้กับผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกากหรือใยอาหารน้อย เช่นผู้ที่ต้องรับประทานอาหารที่เป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย หรือผู้สูงอายุ ข้อควรระวังในการใช้ยาประเภทนี้คือต้องดื่มน้ำร่วมด้วย อย่างน้อยในปริมาณที่กำหนดไว้บนฉลากยา

ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ยาในกลุ่มนี้ที่รู้จักกัน คือกลุ่มยาบิสโคดิล (Biscodyl) น้ำมันละหุ่ง มะขามแขก ยาออกฤทธิ์โดยการสะสมน้ำในช่องทางเดินทางเดินอาหาร เพิ่มการซึมผ่านสารละลายของเยื่อบุลำไส้ กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ยาในกลุ่มนี้จัดเป็นยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่ายาในกลุ่มอื่น การใช้ยาอาจทำให้ถ่ายเหลว ปวดมวนท้อง และอาจทำให้เกิดการขาดน้ำและเกลือแร่ ยาในกลุ่มนี้มีการดูดซึมเข้าในร่างกายได้ จึงทำให้เกิดการแพ้ยา และยาอาจขับออกมาในน้ำนมมารดาได้ จึงต้องระวังในการใช้ยานี้ในมารดาที่กำลังให้นมบุตร เพราะจะทำให้ทารกท้องร่วง ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของยาประมาณ 6 ชั่วโมง มักให้ผู้ป่วยรับประทานยาก่อนเข้านอน เพื่อให้ฤทธิ์ของยาออกในตอนเช้า ยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์แรงกว่ายาในกลุ่มอื่นและอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ยา แพทย์แนะนำให้ใช้ยาระบายกลุ่มนี้กับ ผู้ป่วยที่ต้องการขับถ่ายอุจจาระออกจากลำไส้ให้มากที่สุด เช่น ในผู้ป่วยที่ต้องเตรียมลำไส้เพื่อการตรวจพิเศษ ที่ต้องการให้ลำไส้ว่าง และเนื่องจากยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์แรง จึงไม่ควรใช้กับหญิงที่มีครรภ์ ผู้สูงอายุ สำหรับที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้ยา


ยาที่เพิ่มแรงตึงผิวของอุจจาระ
ยากลุ่มนี้ที่รู้จักกันคือ เกลือของแมกนีเซียมและแลคตูโลส (Lactulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลออกฤทธิ์เพิ่มแรงตึงผิว ทำให้ดึงน้ำไว้ในโพรงลำไส้ เกลือแมกนีเซียมมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ 2-6 ชั่วโมง มีฤทธิ์ค่อนข้างแรง สามารถใช้เตรียมลำไส้เพื่อการตรวจพิเศษได้เช่นกัน และยังใช้ร่วมกับยาถ่ายพยาธิด้วย การใช้ยาควรดื่มน้ำตามมากๆ ห้ามใช้กับผู้ป่วยลำไส้อุดตัน และไม่ควรใช้กับผู้สูงอายุ ส่วนแลคตูโลสต้องระวังในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และการใช้ในขนาดสูงมักทำให้เกิดอาการท้องเดิน ผู้ใช้ยาบางรายอาจเป็นตะคริวที่ท้อง เบื่ออาหารและอาเจียน

ยาที่เป็นสารหล่อลื่น
ยาในกลุ่มนี้ที่รู้จักกันคือ มิเนอรอลออยล์ (Mineral oil) เช่น ลิควิดพาราฟิน ยานี้ทำให้อุจจาระเหลว แต่ไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่แน่ชัด ตัวยาไม่ถูกย่อยและถูกดูดซึมน้อยมาก การที่อุจจาระเหลวจะช่วยลดการเบ่งถ่าย และยังใช้ป้องกันอุจจาระระคายเคืองต่อริดสีดวงทวาร หรือแผลแยกที่รอบทวาร ห้ามใช้ยานี้กับทารกแรกเกิด ผู้ป่วยที่กลืนยาก และหญิงที่มีครรภ์ การใช้ยาต้องไม่ใช้ยาติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ เพราะทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันลดลง ยานี้อาจเป็นสารแปลกปลอมในการผ่าตัดทำให้แผลหายช้า และอาจมีการสะสมของยาในตับด้วย ในกรณีที่เกิดการสำลักยาอาจทำให้เกิดปอดอักเสบจึงต้องระวังในการใช้ยา

ยาสามัญประจำบ้าน
ยาระบายที่จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ต้องมีส่วนประกอบการแสดงสรรพคุณ วิธีใช้ คำเตือนบนฉลาก รวมทั้งมีขนาดบรรจุตามที่กำหนด และต้องแสดงข้อความ " ยาสามัญประจำบ้าน " ไว้บนฉลากด้วย
ยาสามัญประจำบ้านที่เป็นยาระบายมี 3 ชนิดคือ
1. ยาระบายพารัฟฟิน
2. ยาระบายแมกนีเซีย
3. ยาระบายมะขามแขก


โดยมีรายละเอียดต่างๆของยาแต่ละชนิด ดังนี้

ยาระบายพารัฟฟิน
มีส่วนประกอบสำคัญคือ ลิควิดพารัฟฟิน ซึ่งจัดเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์หล่อลื่น ในการใช้ยาต้องเขย่าขวดก่อนรินยา และรับประทานยาก่อนนอน หรือตื่นตอนเช้า ขนาดที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่ คือ ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือ 15-30 มิลลิลิตร ถ้ามีอาการปวดท้อง หรือคลื่นไส้อาเจียน ห้ามใช้ ยาสามัญประจำบ้านชนิดนี้มีขนาดบรรจุ 60 มิลลิลิตร และ 120 มิลลิลิตร

ยาระบายแมกนีเซีย
ตัวยาสำคัญคือ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ จึงจัดเป็นยาที่เพิ่มแรงตึงผิวของอุจจาระ เนื่องจากเป็นยาน้ำจึงต้องเขย่าขวดก่อนรินทุกครั้ง ให้รับประทานยานี้ก่อน หรือตื่นตอนเช้า ขนาดรับประทานสำหรับผู้ใหญ่คือ 2-3 ช้อนโต๊ะ (30-45 มิลลิลิตร) เด็กอายุ 6-12 ปี ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (15-30 มิลลิลิตร) และเด็กอายุ 1-6 ปี ครั้งละ (5-15 มิลลิลิตร) ผู้ที่มีอาการปวดท้องหรือคลื่นไส้อาเจียน ห้ามใช้ ยาขนาดนี้บรรจุยา คือ 60 และ 120 มิลลิลิตร

ยาระบายมะขามแขก
ยานี้คือฝักมะขามแขกที่เอาเมล็ดออกแล้ว จัดเป็นยาที่ระบายออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ มีข้อห้ามใช้เช่นเดียวกับยาระบายแมกนีเซีย วิธีใช้ให้รับประทานก่อนนอน หรือตื่นตอนเช้า ขนาดรับประทานสำหรับผู้ใหญ่ ครั้งละ 3-4 เม็ด เด็กอายุ 6-12 ปี ครั้งละ 1-2 เม็ด
แม้ว่ายาสามัญประจำบ้านเป็นยาที่สามารถเลือกใช้ด้วยตนเอง และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่ยาทุกชนิดอาจเกิดพิษ เกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ ถ้าแพ้ยา ใช้ยาไม่ถูกวิธี ใช้ยานานเกินไป หรือใช้ยามากเกินไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคบางอย่าง สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งมีข้อจำกัดทางสภาพร่างกาย อาจได้รับอันตรายจากยา ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้นการใช้ยาในบุคคลกลุ่มดังกล่าว ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำการใช้ยาระบายจะปลอดภัยกว่า นอกจากนั้นแล้วการใช้ยาระบายติดต่อกัน อาจทำให้ร่างกายเคยชินกับยาทำให้ใช้ยาในขนาดเดิมไม่ได้ผล ต้องเพิ่มขนาดของยาซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงจากการใช้ยา จึงไม่ควรใช้ยาติดต่อกันโดยแพทย์ไม่ได้แนะนำ และยาระบายไม่ใช่ยาลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน จึงไม่ควรใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว เพราะอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้

ผลิตภัณฑ์ "ลดความอ้วน" ได้จริงหรือ

ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตออกมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการลดความอ้วนกันมากมาย มีการโฆษณาส่งเสริมการขายตามสื่อต่างๆกันหลายรูปแบบ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคที่สนใจหรือกำลังตัดสินใจเลืออกใช้ผลิตภัญฑ์ลดความอ้วนกันอยู่

เกณฑ์การตัดสินความอ้วน-ผอม
เกณฑ์การตัดสินความอ้วนผอม มีหลายวิธี เช่น ใช้ตารางกำหนดน้ำหนักมาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับความสูง ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดขึ้น เกณฑ์การตัดสินคือผู้ที่มีน้ำเกินกว่าน้ำหนักมาตรฐานมากกว่า 20% ขึ้นไป จัดว่าเป็นคนอ้วน ปัจจุบันเกณฑ์ที่ตัดสินความอ้วน-ผอม มักใช้วิธีคำนวณหาค่าดัชนีความของร่างกาย ซึ่งคำนวณจากสูตร

ดัชนีความหนาของร่างกาย = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/(ส่วนสูงเป็นเมตร)2
ค่าดัชนีความหนาในร่างกายผู้ใหญ่ คือ 20-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถ้าคำนวณค่าดัชนีความหนาแน่นของร่างกายได้ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม/ตารางเมตร จัดว่าผอมในขณะที่ผู้ที่มีค่าดัชนีความหนาของร่างกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร ขึ้นไปจัดว่าอ้วนนอกจากนี้ยังมีเกณฑ์ในการตัดสินความอ้วนอีกอย่างหนึ่งคือ การวินิจฉัยการสะสมไขมันภายในช่องท้องว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยการวัดรอบเอวและสะโพก คนปรกติจะมีอัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อสะโพกในผู้ชายต่ำกว่า 1.0และในหญิงต่ำกว่า 0.8
ผู้ที่มีอัตราส่วนของเส้นรอบวงเอวต่อสะโพกเกินกว่าปรกติแม้ค่าดัชนีความหนาของ ร่างกายจะไม่เกิน 24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร ก็ควรระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อลดการสะสมไขมันในช่องท้องและลดความเสี่ยงของโรคต่างๆที่จะตามมา โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุสูงกว่า 20 ปีไปแล้ว เนื่องจากการศึกษาวิจัยของนักวิชาการได้พบว่าปฏิกิริยาทางเคมี และ อัตราการ เผาผลาญอาหารในร่างกายของคนเราจะค่อยๆลดลงหลังจากที่อายุ 20 ปีไปแล้วในช่วงนี้ถ้า รับประทานอาหารไม่ถูกต้อง ถูกหลักโภชนาการแล้วก็จะเสี่ยงต่อการอ้วนได้ง่าย ส่วนจะบริโภคอาหารอย่างไรเพื่อลดการสะสมไขมัน และไม่ให้อ้วนก็คือ บริโภคอาหารให้เพียงพอ พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย โดยการต้องการสารอาหารใน 1 วัน ที่ควรได้รับสำหรับคนไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดไว้ดังนี้ ชายไทยอายุ 20-59 ปี เท่ากับ 2750-2800 กิโลแคลอรี่ หญิงไทยอายุ 20-59 เท่ากับ 2000กิโลแคลอรี่ ทั้งนี้ยังแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารไขมันไม่เกิน ร้อยละ 30 อาหารโปรตีน ร้อยละ 15 และคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 55 ของ พลังงานทั้งหมด
หากเรารับประทานอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เราอ้วนและคงรูปร่างเพรียวสวยอยู่ได้ ก็ขอแนะนำว่าควรออกกำลังกายหลังทานอาหารสัก 2 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากอาหาร ไม่ควรออกกำลังกายในขณะท้องว่าง เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายในขณะท้องว่างจะเผาผลาญพลังงานได้น้อย และการออกกำลังกายแบบเบา ๆ หลังอาหารเย็นจะทำให้เราไม่หิวในตอนค่ำและดึก และยังช่วยให้หลับสนิทขึ้นด้วย
ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่ถูกต้องตามกฎหมายในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
- ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- ยาลดความอ้วน
ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข มีการควบคุมอาหารประเภทนี้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 121 (พ.ศ. 2532) ซึ่งได้มีการกำหนดให้อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ มีการกำหนดคุณภาพมาตรฐาน ส่วนประกอบของอาหาร จำนวนพลังงานในอาหาร การใช้วัตถุเจือปนในอาหาร รวมทั้งรายละเอียดต่างๆที่ต้องแสดงบนฉลาก เพิ่มเติมจากอาหารทั่วไป อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
- อาหารที่ผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก ใช้กินแทนอาหารที่ใช้ตามปกติใน 1 มื้อ หรือมากกว่า 1 มื้อ หรือแทนอาหารทั้งวัน ได้แก่ "อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก"
- อาหารที่ผู้ต้องการลดน้ำหนักใช้กินแทนอาหารบางส่วน ได้แก่ "อาหารลดพลังงาน" " อาหารพลังงานต่ำ " และรวมถึง "วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล" อาหารสำหรับผู้มีต้องการลดน้ำหนักนี้เป็นอาหารวัตถุประสงค์เฉพาะ ไม่เหมาะสำหรับผู้บริโภคทั่วไป "อาหารลดพลังงาน" และ "อาหารพลังงานต่ำ" ห้ามกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอกับความต้องการของร่างกายและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักที่บริโภคอาหารเหล่านี้ ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ยาลดความอ้วนแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์เป็น 3 ประเภท คือ
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อทางเดินอาหาร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
- ยาที่เข้าไปพองตัวในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่ม และมีผลลดการดูดซึมอาหารจำพวกแป้งและไขมัน อาจมีผลทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารได้ หากไม่ดื่มน้ำตามมากเพียงพอ และผลในการลดน้ำหนักไม่ชัดเจน
- ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ทำให้ลดการดูดซึมอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล และจะทำให้มีก๊าซในทางเดินอาหารและผายลมบ่อย แพทย์มักสั่งยานี้กับผู้ป่วยเบาหวานที่อ้วน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรักษาน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่ต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน
จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือยา อาจทำให้เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ หากไม่ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ สำหรับการใช้ยาลดความอ้วนควรให้ระยะเวลาที่ไม่นานเกินไปนัก ถ้าพบว่าน้ำหนักตัวไม่ลดลงภายใน 4-8 สัปดาห์หลังใช้ยา ควรเลิกใช้ยาทันที ในกรณีที่ใช้ยาได้ผลควรให้ติดต่อกันไม่เกิน 12 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดการติดยาได้ และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอื่นๆได้

ภาวะอ้วนหรือไม่อ้วนใช้มาตรฐานใดกำหนด
มาตรฐานที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบุคคลอยู่ในภาวะอ้วนหรือไม่อ้วน ในปัจจุบันนิยมใช้ค่า
ดัชนีมวลร่างกาย เป็นตัวกำหนด ค่าดัชนีมวลร่างกายได้มาจากการคำนวณ ซึ่งนำเอาค่าที่ได้จากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงของร่างกายที่คิดเทียบเป็นตารางเมตร
ค่าดัชนีมวลร่างกาย
( กิโลกรัม / ตารางเมตร ) ค่าแปรผล
ต่ำกว่า 25 ลงมา ไม่อ้วน
25.00 - 29.9 เป็นโรคอ้วนระดับที่ 1
30.00 - 39.9 เป็นโรคอ้วนระดับที่ 2
เกินกว่า 40 ขึ้นไป เป็นโรคอ้วนระดับที่ 3

ในโรคอ้วนระดับที่ 1 ค่าดัชนีมวลร่างกายระหว่าง 25 - 27 กิโลกรัม / ตารางเมตร ยังเป็นระดับที่ไม่เป็นปัญหาทางสุขภาพ แต่ถ้าดัชนีมวลร่างกายที่สูงเกินกว่า 27 ขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับโรคอ้วนอันได้แก่โรคความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานและโรคมะเร็ง โรคอ้วนในระดับที่ 1 สามารถแก้ไขได้ โดยการจำกัดปริมาณอาหารและการออกกำลังกาย ความอ้วนในระดับนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาช่วงในการลดน้ำหนักแต่อย่างใด
โรคอ้วนระดับที่ 2 ขึ้นไปเริ่มมีความจำเป็นต้องใช้ยาช่วยในการลดน้ำหนัก ร่วมกับการจำกัดอาหารและการออกกำลังกายด้วย และโรคอ้วนระดับที่ 3 จำเป็นต้องใช้ทุกวิธีที่กล่าวมาร่วมกับวิธีอื่น ๆ ซึ่งจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา

ยาลดความอ้วน
ปัจจุบันยาลดความอ้วนที่แพทย์สั่งใช้มีหลายชนิด ชนิดที่ใช้กันมานานและยังคงใช้อยู่ คือ ยาลดความอยากอาหาร ซึ่งเป็นยาที่มีผลต่อประสาทส่วนกลางทำให้ผู้ป่วยเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง ร่างกายต้องเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ออกมาเป็นพลังงานทดแทน ส่งผลให้น้ำหนักลดลง เพราะ ไขมันถูกกำจัดออกไป นอกจากนี้ ยังพบว่าแพทย์บางรายมีการนำยาขับปัสสาวะ ธัยรอยด์ฮออร์โมน ยาถ่าย มาใช้ร่วมกับยาในกลุ่มที่ลดความอยากอาหารด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีอันตรายต่อผู้ใช้สูงมาก

ข้อควรรู้ในการใช้ยาลดความอ้วน
ยาลดความอ้วน อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ ทั้งจากผลของยาต่อร่างกาย และผลข้าง
เคียง อันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา การใช้ยาลดความอ้วนจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และจะต้องใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้นจึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยเด็ดขาด
การลดความอ้วนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค กินอาหารครบ 5 หมู่ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลลง กินผักและผลไม้มากๆ กินอาหารให้เป็นเวลา และไม่ควรอดอาหารจนน้ำหนักลดลงต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐานมาก ๆ ก็มีความเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเช่นกัน ในกรณีที่น้ำหนักมากจนต้องใช้ยาลดความอ้วน ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์และไม่ใช้ยาเพียงอย่างเดียวในการลดน้ำหนัก เพราะการลดน้ำหนักด้วยยาจะไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่นำไปสู่การลดความอ้วนอย่างถาวรและไม่ควรใช้ยาลดความอ้วนติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจเกิดการติดยา
การใช้ยาเฉพาะที่ที่ถูกต้อง

การใช้ยาถูกวิธี มีส่วนช่วยให้การบำบัดรักษาโรคมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจะแนะนำให้คุณได้รู้จักการใช้ยาเฉพาะที่ที่ถูกต้อง

ความหมายของยาเฉพาะท ี่
ยาเฉพาะที่ คือ ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุ่งให้ใช้เฉพาะที่ ตา หู ปาก จมูก ทวารหนัก ช่องคลอด หรือท่อปัสสาวะ เมื่อคุณมีความจำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะที่ เช่น กรณีตาแดง คัดจมูก มีปัญหาท้องผูก หรือริดสีดวงทวารหนัก ยาใช้เฉพาะที่นอกจากการที่ตัวยาที่มีคุณภาพแล้ววิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาด้วย

ประเภทของยาเฉพาะที่
1. ยาหยอดตา
2. ยาป้ายตา
3. ยาหยอดจมูก
4. ยาพ่นจมูก
5. ยาหยอดหู
6. ยาทา
7. ยาเหน็บทวารหนัก
8. ยาสวนทวารหนัก
8. ยาสอดช่องคลอด

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังในการใช้ยา
1. ยาหยอดตา อันดับแรกคุณควรล้างมือให้สะอาด เขย่าขวด ก่อนใช้ยา ในการหยอดตา คุณควรนอนราบหรือนั่งพิงให้ศีรษะเอนไปข้างหลังแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน ดึงตาล่างให้เป็นกระพุ้ง หยอดตาไปด้านในส่วนเปลือกตาล่างตามจำนวนหยดที่ระบุไว้ หรือตามขนาดที่แพทย์สั่ง ควรระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะถูกตา หลังจากนั้นหลับตา 1-2 นาทีในกรณีที่ต้องการใช้ยาหยอดตา 2 ชนิดขึ้นไปในคราวเดียวกันควรรอเวลาประมาณ 5 นาทีจึงหยอดตาชนิดต่อไป
2. ยาป้ายตา วิธีปฏิบัติ ควรล้างมือให้สะอาด เปิดฝาหลอดขี้ผึ้งบรรจุยา แล้วบีบส่วนแรกของยาขี้ผึ้งทิ้งเล็กน้อย จากนั้นดึงหนังตาล่างบีบยาจากหลอดประมาณ ? -1 เซนติเมตรลงในบริเวณหนังตาล่าง หลับตาแล้วคลึงเบา ๆ ให้กระจายทั่วตาหรือในขณะหลับตาควรกลอกกลิ้งไปมาปิดฝาจุกยาทันที ระวังอย่าให้ปลายตาแตะถูกตา


สาร เอ เอช เอ (AHAs) ในเครื่องสำอาง

การมีผิวหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าวัยเป็นสิ่งที่สุภาพสตรีทุกคนปรารถนา การที่คนเราจะมี สุขภาพแข็งแรง มีผิวพรรณที่ดี ย่อมต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างประกอบกัน อาทิ การกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและถูกสุขอนามัย การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงการบำรุงรักษาผิวพรรณที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายยี่ห้อที่โฆษณาว่าใช้แล้วทำให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ขึ้นโดยการผสมสาร เอ เอช เอ (AHAs)ลงในเครื่องสำอาง สาร เอ เอช เอ ที่ว่านี้ได้มาจากไหน ช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์จริงหรือไม่ ติดตามอ่านรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้

สาร เอ เอช เอ (AHAs) คืออะไร
หลายท่านคงเคยเห็นโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายยี่ห้อว่า มีสาร เอ เอช เอ ผสมอยู่ และโฆษณาว่าจะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
สาร เอ เอช เอ หรือ แอลฟาไฮดรอกซี แอซิค (Alpha Hydroxy Acids) คือ สารประกอบกรดอินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาติ จำพวกผลไม้ นม ส่วนประกอบที่อยู่ในเนื้อเยื่อทั่วไปของร่างกาย และได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งสารกลุ่ม เอ เอช เอ แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
1. สาร เอ เอช เอ ที่ได้จากธรรมชาติ คือ ได้จากการสกัดจากผลไม้ หรือที่เรียกว่า Fruity acid เช่นกรดกลัยคอลิค (glycolic acid) สกัดจากน้ำอ้อย .กรดแลคติค (Lactic acid) สกัดจากนมเปรี้ยวหรือน้ำมะเขือเทศ และกรดซิทริค (Citric acid)สกัดจากมะนาวและสับปะรด
2. สาร เอ เอช เอ ที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมใน เครื่องสำอาง เพราะราคาถูกแต่ประสิทธิภาพจะไม่ดีเท่าสาร เอ เอช เอ ที่ได้จากธรรมชาติ

คุณสมบัติของเครื่องสำอางที่มี สาร เอ เอช เอ (AHAs)
จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า คุณสมบัติของสาร เอ เอช เอ ที่ใช้ผสมในเครื่องสำอางมีผลต่อผิวหนัง คือ ช่วยลดความหนาของผิวหนังชั้นนอกทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบน ซึ่งเป็น หนังกำพร้าหลุดออกไปได้ง่าย และช่วยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนเซลล์ที่หลุดออกไป
สำหรับปริมาณของสาร เอ เอช เอ ที่ใช้ในเครื่องสำอางที่ให้ผลดีและผู้เชี่ยวชาญด้าน ผิวหนังแนะนำ คือ ไม่ควรเกิน 15% ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผิวหนังบริเวณที่ใช้ด้วย เช่น ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าไม่ควรใช้สาร เอ เอช เอ เกิน 10% (ปริมาณที่ใช้ทั่วไปคือ 3-10%) หรือหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวกายยกเว้นใบหน้า ก็จะใช้สาร เอ เอช เอ ตั้งแต่ 4-15% ผสมในเครื่องสำอางประเภทนั้น ๆ
นอกจากนี้ปริมาณของสาร เอ เอช เอ ก็ยังขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่นำมาใช้และส่วนประกอบอีกหลายอย่างเช่น
- สาร เอ เอช เอ ที่สกัดมาจากผลไม้ชนิดต่าง ๆ หรือที่ได้จากธรรมชาติ (Fruity Acids) จะมีประสิทธิภาพดีกว่าสาร เอ เอช เอ ที่ได้จากการสังเคาระห์
- ค่าความเป็นกรดของผลิตภัณฑ์ ซึ่งค่าที่เหมาะสมจะอยู่ที่ ph 3.0 - 5.5 หากผลิตภัณฑ์มีความเป็นกรดมาก (ค่า ph จะน้อย) จะมีประสิทธิภาพดี แต่โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองต่อผิวก็ย่อมมีมากขึ้น
- ระยะเวลาที่ใช้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังพบว่าสาร เอ เอช เอ จะให้ผลในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คือ ใน 2 สัปดาห์จะเริ่มรู้สึกว่าผิวดีขึ้น ใน 4 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผลว่าดีขึ้น ใน 6 สัปดาห์จะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ผลของสาร เอ เอช เอ ที่ทำให้ดีขึ้นจะหยุดแค่นั้น หากใช้ต่อๆ ไป ไม่ได้หมายความว่าผิวจะดีขึ้นหรืออ่อนเยาว์ขึ้นเรื่อย ๆ

ผลข้างเคึยงจากการใช้เครื่องสำอางที่มีสาร เอ เอช เอ (AHASs)
โดยทั่วไปผู้บริโภคมักจะซื้อเครื่องสำอางมาใช้เอง โดยไม่ได้ผ่านการตรวจหรือวินิจฉัยจากแพทย์หรือขอคำแนะนำจากเภสัชกรก่อน จึงอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรืออันตรายตามมาได้ ดังนั้นผู้บริโภคจึงใช้อย่างระมัดระวัง
ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่มีสาร เอ เอช เอ พบว่าอาจทำให้ผิวของผู้ใช้มีความไวต่อแสงแดด โดยเฉพาะรังสีอังตราไวโอเล็ต (UV) ซึ่งในประเทศสหรัฐมีการรายงานอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร เอ เอช เอ ว่ามีผลข้างเคียงตั้งแต่ การระคายเคือง,แสบ,คัน,จนกระทั่งถึง ขึ้นเป็นตุ่มพองและผิวหนังไหม้
หากท่านใดรู้ว่าตัวเองมีผิวที่แพ้ง่าย ควรมีการทดสอบอาการแพ้ก่อน หรือหากใช้ไประยะหนึ่งและเกิดอาการแพ้หรือคันเรื้อรังควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาทางแก้ไข
นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่าน ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ เครื่องสำอางที่มีสาร เอ เอช เอ ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนถึงผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ เช่น เมื่อเซลล์ผิวหนังชั้นนอกหลุดออกไปเซลล์ล่างขึ้นมาแทนจะมีผลทำให้ภูมิต้านทานของผิวต่อสิ่งแวดล้อมลดน้อยลงหรือไม่ในขณะที่สิ่งแวดล้อมนับวันจะเลวร้าย แสงแดดก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น และจากผลที่ทำให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดออกไปได้ง่าย จะมีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิวหนังหรือไม่ ซึ่งเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

การเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีสาร เอ เอช เอ
เครื่องสำอางที่มีสารเอ เอช เอ จัดเป็นเครื่องสำอางทั่วไป (เครื่องสำอางทั่วไป คือ เครื่องสำอางที่ไม่มีสารอันตราย ผู้ผลิตจึงไม่ต้องมาขอขึ้นทะเบียนจาก อย.) การเลือกซื้อมีวิธีสังเกตง่ายๆ ดังนี้
1. ดูที่ฉลากของเครื่องสำอางนั้น ๆ ซึ่งตามกฎหมายบังคับให้เครื่องสำอางต้องแสดง
ฉลากภาษาไทย แสดงรายละเอียดดังนี้
- ชื่อเครื่องสำอาง
- ประเภทเครื่องสำอาง
- ชื่อสารที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ
- หากนำเข้าจากต่างประเทศ ให้แจ้งชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า
- วิธีใช้
- วัน เดือน ปี ที่ผลิต
- ปริมาณสุทธิ
2. ซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้
3. อย่าซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีการโฆษณาโอ้อวดเกินความเป็นจริง

การใช้เครื่องสำอางที่มีสาร เอ เอช เอ
การที่จะใช้เครื่องสำอางที่มีสาร เอ เอช เอ หรือเครื่องสำอางชนิดอื่น ให้ปลอดภัย สิ่งที่ควรปฏิบัติทุกครั้ง คือ
1. ก่อนใช้ควรอ่านฉลาก อ่านวิธีใช้ให้เข้าใจและให้ปฏิบัติตามนั้น หากมีข้อควรระวัง หรือคำเตือนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และถ้ามีอาการระคายเคืองหรือแพ้ให้หยุดใช้ทันที
2. สำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ง่าย ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ โดยการทาเครื่องสำอางที่บริเวณด้านหลังของติ่งหู หรือบริเวณข้อพับแขนด้านใน ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติให้ใช้ได้ แต่ถ้ามีผื่นแดงคันหรือระคายเคือง แสดงว่าแพ้ จึงไม่ควรใช้

 

 

 

 

 

กลับสู่ด้านบน