ขอเชิญเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ใน โครงการ "กิจกรรมสานสัมพันธ์ต้านยาเสพติด" ในวันเสาร์และอาทิตย์ ที่ 1-2 กันยายน 2544
TRAVEL MENU
ประวัติยาเสพติด
ความหมายยาเสพติด
สถานการณ์ยาเสพติด
กฏหมายยาเสพติด
การสังเกตผู้ติดยา
ปัญหาที่ต้องระวัง
การป้องกัน
สถิติผู้รับการบำบัด
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
       
   
     
 

ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท


ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท
ยาบ้า
ยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี
โคเคน
กระท่อม

ยาบ้า


ชื่อทั่วไป

ยาบ้า

ชื่ออื่น ๆ

ยาม้า ยาขยัน

ชื่อทางวิทยาศาสตร์

(+)-2-methylamino-1-phenylpropane

สารเคมีที่ออกฤทธิ์

สารเคมีประเภทแอมเฟตามีน (Amphetamine) โดยผลการตรวจพิสูจน์ยาบ้าในประเทศไทยปัจจุบันเกือบ
ทั้งหมดมีเมทแอมเฟตามีน ไฮโดรคลอไรด์(Methamphetamine Hydrochloride)

ลักษณะทางกายภาพ

ยาบ้า มีลักษณะเป็นยาเม็ดกลมแบนขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร น้ำหนักเม็ดยาประมาณ 80-100 มิลลิกรัม มีสีต่างๆกัน เช่น สีส้ม สีน้ำตาล สีม่วง สีชมพู สีเทา สีเหลือง และสีเขียว เป็นต้น มีสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนเม็ดยา เช่น ฬ , ? , M , PG ,WY สัญลักษณ์รูปดาว , รูปพระจันทร์เสี้ยว ,99 หรืออาจ
เป็นลักษณะของเส้นแบ่งครึ่งเม็ด ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้อาจปรากฏบนเม็ดยาด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน หรืออาจเป็นเม็ดเรียบทั้งสองด้านก็ได้

ประวัติความเป็นมา

ยาบ้า เป็นชื่อที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งขึ้นแทนชื่อ ยาม้า เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แต่เดิมนิยมเรียกว่า ยาม้า เพราะมาจากเครื่องหมายการค้าของบริษัท WELLCOME ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ส่งยาชนิดนี้มาขายในประเทศไทย ยาบ้ามีสารประกอบหลักในกลุ่ม Amphetamine เป็นยาอันตรายที่แพร่หลายทั่วไปทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป
และเอเชีย เพราะผลิตง่าย และมีความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น
Amphetamine เป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาในปี ค.ศ.1887 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ เอเดเลียโน
(EDELENO) ในรูปของแอมเฟตามีนซัลเฟต (Amphetamine Sulfate) ต่อมาในปี ค.ศ.1888 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นก็สามารถสังเคราะห์อนุพันธ์ของแอมเฟตามีนได้อีกตัวหนึ่งคือ เมทแอมเฟตามีน
(Methamphetamine) ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางได้รุนแรงกว่า แอมเฟตามีน และยาบ้าที่ระบาดในประเทศไทยขณะนี้ก็มีสารประกอบหลักเป็นเมทแอมเฟตามีนนี้เอง


ยาบ้า
ในอดีตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แอมเฟตามีนถูกใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิด ที่นิยมแพร่หลายเป็น
ยาดมแก้หวัด คัดจมูก ชื่อ ยาเบนซีดริน (Benzedrine) มีไส้กระดาษชุบด้วยน้ำยา บรรจุไว้ในหลอดให้สูดดม แต่ก็มีผู้นำมาใช้ในทางที่ผิดเพื่อกระตุ้นร่างกาย และลดความอ้วน โดยนำไส้กระดาษซับมาจุ่มน้ำ

เพื่อละลายตัวยาแล้วนำมาใช้กินแทน ต่อมามีการผลิตแอมเฟตามีนอยู่ในในรูปยาเม็ดใช้กัน
อย่างแพร่หลายจนกลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ต้องมีใบสั่งยาก็ซื้อหามาใช้ได้ ในขณะนั้น
มีการโฆษณาสรรพคุณของ แอมเฟตามีนว่าสามารถรักษาโรคได้หลายโรค เช่น โรคจิต โรคประสาท
เป็นต้น โดยไม่ได้ตระหนักถึงฤทธิ์ของยาที่ทำให้เสพติดกันมากนัก และมีประชาชนจำนวนมากที่นำมาใช
้ในทางที่ผิด จนกระทั่งในปี ค.ศ.1939 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาประกาศให้ยาจำพวกแอมเฟตามีนเป็นยาควบคุม ซึ่งต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์จึงจะซื้อได้ ทำให้การใช้ยาชนิดนี้ลดน้อยลงจากท้องตลาด และเริ่มมีการผลิตและจำหน่ายอย่างผิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย
วิธีเสพยาบ้าทำได้หลายวิธี เช่น รับประทาน หรือนำไปผสมลงในเครื่องดื่มครั้งละ ?, ? หรือ
1-2 เม็ด หรือบางครั้งอาจใช้วิธีฉีดเข้าเส้น แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม วิธีที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ วิธีสูบ หมายถึงการใช้หลอดสูบเอาควันที่ได้จากการเผาไหม้เม็ดยาเข้าทางปาก คล้ายกับการสูบบุหรี่
ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่มีอันตรายต่อร่างกายอย่างยิ่ง เพราะตัวยาจะออกฤทธิ์ต่อร่างกายอย่างรุนแรง
และรวดเร็วกว่าวิธีการเสพในรูปแบบอื่น

ประเภทของยา

จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ชนิดร้ายแรง) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

แหล่งผลิต

การผลิตยาบ้าอาศัยเทคโนโลยีและสารตั้งต้นที่หาง่ายกว่าเฮโรอีนมาก การผลิตแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน
ได้แก่ การผลิตหัวเชื้อยาบ้า และการผลิตประเภทอัดเม็ด โดยแหล่งผลิตใหญ่ของยาบ้าเป็นชนกลุ่ม
น้อยตามชายแดนไทย – พม่า ทำการผลิตแบบครบวงจรทั้งผลิตหัวเชื้อและผลิตอัดเม็ด ซึ่งสามารถผลิต
ได้ปีละหลายร้อยล้านเม็ด และตลาดส่วนใหญ่ของผู้ผลิต ก็คือเยาวชนของไทย ผิดกับเฮโรอีนซึ่งประเทศไทยมักจะเป็นทางผ่านเพื่อส่งต่อไปยังประเทศอื่น
สำหรับการผลิตในประเทศเป็นการผลิตอัดเม็ดโดยใช้หัวเชื้อยาบ้าจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเป็นหลัก
โดยมีฐานการผลิตอยู่ไม่น้อยกว่า 15 จังหวัดเป็นแหล่งอัดเม็ดขนาดใหญ่ ที่สามารถอัดเม็ดยาบ้าเป็น
จำนวนล้านเม็ด แต่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้น ปัจจุบันเรายังพบหลักฐานว่ามีการอัดเม็ดในลักษณะ
อุตสาหกรรมครัวเรือน (Home Lab) โดยมีอุปกรณ์ตอกเม็ดขนาดเล็กซึ่งตอกเม็ดยาบ้าที่ผสมแอม
เฟตามีนกับสารประกอบอื่นๆ เช่น คาเฟอีน
อีฟีดีน และแป้ง เป็นต้น กระจายอยู่ทั่วประเทศ

การแพร่ระบาด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาบ้ามีแนวโน้มสูงขึ้น “ยาบ้า” ที่แพร่ระบาดในประเทศมีทั้งที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศและที่ลักลอบผลิตภายในประเทศ เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตเฮโรอีนหันมาผลิตยาบ้ามากขึ้น เพราะขบวนการผลิตยาบ้าทำได้ง่ายกว่า
และลงทุนน้อยกว่า แต่ผลกำไรสูง และที่สำคัญตลาด”ยาบ้า” อยู่ในประเทศไทยนี่เอง เส้นทาง
ลำเลียงจากผู้ผลิตไปสู่ผู้ค้ารายย่อย จนถึงผู้บริโภคทำได้ง่ายกว่าเฮโรอีน ยาบ้าจึงมีสภาพการแพร
่ระบาดสูง พื้นที่ที่แพร่ระบาดมาก คือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร
และภาคใต้ ตามลำดับ

การออกฤทธิ์

ยาบ้า เป็นยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท เมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทำให้ร่างกาย
ตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ใจสั่น ประสาทตึงเครียด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะรู้สึกอ่อน
เพลียมากกว่าปกติ ประสาทล้าทำให้การตัดสินใจช้าและผิดพลาด เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้สมองเสื่อม เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หวาดระแวง
คลุ้มคลั่ง เสียสติ เป็นบ้า อาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้ หรือในกรณีที่ได้รับยาในปริมาณมาก (Over dose)
จะไปกดประสาท และระบบการหายใจทำให้หมดสติ และถึงแก่ความตายได้

ผลต่อร่างกาย

วัยรุ่นที่เสพยาบ้าเป็นประจำ จะมีการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพร่างกาย โดยสังเกตจากร่างกายที่ทรุดโทรม
โดยเฉพาะพวกที่ใช้ยาแล้วออกเที่ยวเตร่กลางคืนและส่วนมากพอใช้ไปสักระยะหนึ่งน้ำหนักจะลด
เพราะไม่ค่อยอยากอาหาร เนื่องจากยาบ้ามีผลต่อศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง
กลุ่มที่เสพยาบ้าเกินขนาด ร่างกายไม่สามารถทนต่อยาตามขนาดที่เสพได้ ผู้เสพจะมีอาการเมาเราเรียกว่า
“เมายาบ้า” บางรายจะมีอาการคลุ้มคลั่ง หวาดระแวง ถึงขนาดทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้ บางรายจะมีอาการ
ประสาทหลอน มีความรู้สึกเหมือนมีแมลงมาไต่ตามแขนขาหรือลำตัว การรับรู้ทางการมองเห็น การได้ยิน
การดมกลิ่น และการสัมผัสจะเสียไป
กลุ่มที่เสพยาบ้าจนติดแล้ว จะสังเกตเห็นความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ ร่างกายจะทรุดโทรม น้ำหนักลด
มีการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในเพศชายอวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัว ไม่หลั่งน้ำอสุจิ ในเพศหญิง
ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ โอกาสมีลูกยาก

การบำบัด
การบำบัดรักษาผู้ติดยาบ้าไม่ใช่การทำให้ร่างกายปลอดจากยาเสพติด แต่เป็นการบำบัดรักษาความผิดปกต
ิของร่างกายจากผลของยาเสพติด คือ ความผิดปกติของระบบประสาท โดยเฉพาะสมองส่วนกลาง
(Centralnervoussystem)และสารสื่อเคมีสมอ(Neurotransmitteสมองของผู้ติดยาเสพติดต้องการฤทธ
ิ์ของยาเสพติดที่จะกระตุ้นให้ระบบสมองทำงานอย่างปกติ หากช่วงใดขาดยาเสพติดไปกระตุ้นก็จะเกิดอาการ
ผิดปกติขึ้น
อาการผิดปกติของร่างกายที่เห็นทันทีที่หยุดยาบ้า คือ อาการถอนพิษยา ซึ่งจะมีอาการหิวบ่อย กินจ
ุ กระวนกระวาย อ่อนเพลียและมีความรู้สึกจิตใจหดหู่ บางรายมีอาการถึงขนาดอยากฆ่าตัวตาย ในระยะนี้
ผู้ติดยาบ้าจะอยากนอนและนอนเป็นเวลานานในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก
ต่อจากอาการถอนพิษยา ผู้ติดยาบ้าจะมี
อาการอยากยามากในช่วงนี้ผู้ติดยาเสพติดจะมีความรู้สึกไม่เป็นสุขไม่มีกำลังทั้งทางร่างกายและจิตใจอยากที่จะ
ใช้ยาเพื่อกระตุ้นร่างกายและจิตใจให้เกิดความกระชุ่มกระชวยกลับมาใหม่
การบำบัดรักษายาบ้าในช่วงแรก เป็นการบำบัดรักษาเพื่อลดอาการถอนพิษยาจึงเป็นการให้ยาตามอาการ เพื่อ
ลดความเครียด อาการซึมเศร้า หรืออาการทางจิตอื่นๆ เช่น อาการหวาดระแวง เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถ
ประคับประคองตนเองผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ หลังจากหยุดยาบ้าประมาณ 3-4 สัปดาห์ อาการถอนพิษยาและอาการ
อยากยาจะลดน้อยลง
แม้ว่าผู้ติดยาบ้าที่ผ่านการบำบัดรักษาขั้นถอนพิษยาแล้ว จะมีสุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้น
ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่ความผิดปกติของระบบสมอง พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้แก้ไข จำเป็นที่จะต้อง
เข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพต่อไปเพื่อให้ผู้ติดยาบ้าหายขาดไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีก
การที่ต้องผ่านขั้นตอน
ฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อฟื้นฟูให้สมองของผู้ติดยาเสพติดกลับมาเป็นสมองของคนปกติ เนื่องจากระบบประสาทของคนติด
ยาต้องการเสพติดเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้มีสารเคมีสมองพอเพียงที่จะทำให้เกิดความสุขไม่วิตกกังวล หากขาดการ
กระตุ้นจากยาเสพติด สมองของผู้ติดยาเสพติดจะมีปฏิกริยาตรงกันข้าม คือผู้ติดยาจะหงุดหงิดไม่เป็นสุข มีความเครียด
วิตกกังวลและมีความอยากที่จะกลับไปเสพ ยาเสพติดอีก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร
ให้ส่วนต่างของสมองได้ปรับตัวกลับเป็นปกติในช่วงที่ระบบสมองปรับตัวเป็นปกติ ผู้ติดยาเสพติดต้องไม่หวนกลับไป
เสพยาเสพติดอีก
นอกจากระบบสมองแล้ว พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ติดยาต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ในกระบวนการฟื้น
ฟูสมรรถภาพมีหลายวิธีการที่จะช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติด เช่น การเข้าค่ายฟื้นฟูฯ การให้ คำปรึกษา การทำจิตบำบัด
และชุมชนบำบัด เป็นต้น เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าใจถึงปัญหาของตนเองที่นำไปสู่การเสพยาเสพติด ปรับสภาพครอบครัวให้สมาชิกในครอบครัวได้เข้าใจปัญหาและช่วยกันดูแลประคับประคองผู้ติด ยาเสพติด
ปรับสภาพกลุ่มเพื่อนให้ห่างไกลจากเพื่อนที่จะมาชักชวนให้เสพยาเสพติด สร้างความมั่นคงทางจิตใจผ่านทาง
ผู้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มที่เลิกยาแล้ว ให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถยืนหยัดแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยไม่หวนกลับไปเสพยาอีก
การบำบัดรักษายาบ้าให้หายขาด ไม่หวนกลับไปเสพใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา และความช่วย
เหลือจากผู้ที่ใกล้ชิด การบำบัดรักษาเฉพาะอาการในช่วงถอนพิษยาอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอจำเป็นต้องม
ีกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งปรับพฤติกรรมสภาพแวดล้อมทั้งในครอบครัวแล
กลุ่มเพื่อนให้ดีขึ้น จึงจะทำให้ผู้ติดยาเสพติดหลุดพ้นจากการเป็นทาสยาเสพติดได้อย่างถาวร

โทษทางกฎหมาย
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ชนิดร้ายแรง) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1
ผลิต นำเข้า ส่งออก
- จำคุกตลอดชีวิต (ม.65 ว.1)
- ถ้ากระทำเพื่อจำหน่าย ประหารชีวิต (ม.65 ว.2)
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่ากระทำเพื่อจำหน่าย (ม.15)
จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 50,000 -500,000 บาท (ม.66 ว.1)
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (ม.66 ว.2)
ครอบครอง
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ10,000-100,000 บาท (ม.67)
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (ม.15)
เสพ
- จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับ 5,000– 100,000 บาท (ม.91)
ใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายฯให้ผู้อื่นเสพ
- จำคุก 2-20 ปี และปรับ 20,000 -200,000 บาท และถ้าเป็นการกระทำต่อหญิงหรือบุคคลซึ่ง ยังไม่บรรลุนิติภาวะระวางโทษประหารชีวิต
- ถ้ากระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2 คนขึ้นไป จำคุก 4-30 ปี และปรับ 40,000-300,000 บาท
ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ
จำคุก 1-5 ปี และปรับ 10,000 – 50,000 บาท (ม.93 ทวิ)



ยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี


ชื่อทั่วไป

ยาอี หรือ เอ็กซ์ตาซี่ (Ecstasy)

ชื่ออื่น ๆ

ยาเลิฟ (Love drug หรือ Love Pills) ยากอด (Hug Pills)
ยาหัวส่าย (เมื่อเสพแล้วจะเต้นโดยโยกศีรษะตลอดเวลา)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์

-

สารเคมีที่ออกฤทธิ์

3,4-Methylenedionymethamphetamine (MDMA) หรือ
3,4-Methylenedionyamphetamine (MDA) หรือ
3,4-Methylenedionyethylamphetamine (MDE หรือ MDEA)

ลักษณะทางกายภาพ

ลักษณะของยาอี มีทั้งที่เป็นแคปซูล และเป็นเม็ดยาสีต่าง ๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 - 12 ซ.ม. หนา 0.3 - 0.4 ซ.ม. ผิวเรียบ และปรากฏสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระต่าย, ค้างคาว, นก, ดวงอาทิตย์, P.T.ฯลฯ เสพโดยการรับประทานเป็นเม็ด จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง

ประวัติความเป็นมา

ยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี่ (Ecstasy)เป็นยาเสพติดกลุ่มเดียวกันแต่จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี มีการลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย โดยกลุ่มนักค้าชาวต่างประเทศ และกลุ่มคนไทยที่ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ
ยาอี

ประเภทของยา

จัดเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

แหล่งผลิต

-

การแพร่ระบาด

ยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี เป็นยาที่แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน มีพื้นที่การแพร่ระบาดตาม
เมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว เมืองชายทะเลของประเทศ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี
ชลบุรีแพร่ระบาดมากในกลุ่มเยาวชนที่มีการศึกษาสูงฐานะค่อนข้างมีการแพร่ระบาดในลักษณะของการจัด
ปาร์ตี้จากเดิมที่มีการจัดมากในกรุงเทพมหานคร เริ่มมีการขยายการจัดปาร์ตี้เพื่อเสพยาออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น

การออกฤทธิ์

ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในช่วงเวลาสั้น ๆ จากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ทำให้การมองเห็นภาพ
และรับฟังเสียงผิดไปจากความเป็นจริง ผู้เสพจะมีความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได
้ อันเป็นสาเหตุไปสู่พฤติกรรมมั่วเพศ ฤทธิ์ของยาในระยะสั้นทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อาจทำให้เกิด
อาการสั่นชักบางคนอาจมีอาการมากถึงขั้นระยะการหายใจล้มเหลวจนทำให้ตายได้ในกรณีที่ใช้ต่อเนื่องจะเกิดอาการ
เสพติดและทำให้ระบบประสาทหลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มนุษย์มีความสุขลดน้อยลงหรือหมดไป
ผู้เสพติดที่ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าจึงมีแนวโน้มในการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ

ผลต่อร่างกาย

การที่ยาอีทำลายประสาททำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุม
อารมณ์นั้นทำงานผิดปกติ กล่าวคือ เมื่อยาอีเข้าสู่สมองแล้วจะทำให้เกิดการหลั่ง "ซีโรโทนิน" ออกมามากเกินกว่าปกติส่งผลให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป สารดังกล่าวจะลดน้อยลง
ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า หดหู่อย่างมากจนอาจกลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า (Depression) และอาจ
เกิดสภาพอยากฆ่าตัวตาย นอกจากนี้การที่สารซีโรโทนินลดลงยังทำให้ธรรมชาติของการหลับลดลง
ทำให้นอนหลับไม่สนิท จึงเกิดอาการอ่อนเพลียขาดสมาธิในการเรียนและการทำงาน
ยาอี ยังมีผลต่อสภาวะการตายขณะเสพ ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อผู้เสพสูญเสียเหงื่อมากจากการเต้นรำ
ทำให้เกิดสภาวะขาดน้ำอย่างฉับพลัน หรือกรณีที่เสพยาอีพร้อมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล
์เข้าไปมากหรือในกรณีของผู้ที่ป่วยเป็น
โรคหัวใจจะทำให้เกิดอาการช็อค และเสียชีวิตได้

การบำบัด
การบำบัดรักษาผู้ติดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี เป็นการบำบัดรักษาความผิดปกติของร่างกายจากผลของ
ยาเสพติด คือ ความผิดปกติของระบบประสาท โดยเฉพาะสมองส่วนกลาง (Central nervous system)
และสารสื่อเคมีสมอง (Neurotransmitter) สมองของผู้ติดยาเสพติดต้องการฤทธิ์ของยาเสพติดที่จะ
กระตุ้นให้ระบบสมองทำงานอย่างปกติ หากช่วงใดขาดยาเสพติดไปกระตุ้นก็จะเกิดอาการผิดปกติขึ้น
อาการผิดปกติของร่างกายที่เห็นทันทีที่หยุดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี คือ อาการถอนพิษยา ซึ่งจะมีอาการหิวบ่อ
ย กินจุ กระวนกระวาย อ่อนเพลียและมีความรู้สึกจิตใจหดหู่ บางรายมีอาการถึงขนาดอยากฆ่าตัวตาย
ในระยะนี้ผู้ติดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีจะอยากนอนและนอนเป็นเวลานานในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก
ต่อจากอาการถอนพิษยา ผู้ติดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีจะมีอาการอยากยามาก ในช่วงนี้ผู้ติดยาเสพติด
จะมีความรู้สึกไม่เป็นสุข ไม่มีกำลังทั้งทางร่างกายและจิตใจ อยากที่จะใช้ยาเพื่อกระตุ้นร่างกายและจิตใจให้เกิดความกระชุ่มกระชวยกลับมาใหม่
การบำบัดรักษายาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีในช่วงแรก เป็นการบำบัดรักษาเพื่อลดอาการถอนพิษยา
จึงเป็นการให้ยาตามอาการ เพื่อลดความเครียด อาการซึมเศร้า หรืออาการทางจิตอื่นๆ เช่น
อาการหวาดระแวง เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถประคับประคองตนเองผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

หลังจากหยุดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีประมาณ 3-4 สัปดาห์ อาการถอนพิษยาและอาการอยากยาจะลดน้อยลง
แม้ว่าผู้ติดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีที่ผ่านการบำบัดรักษาขั้นถอนพิษยาแล้ว จะมีสุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้น
ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่ความผิดปกติของระบบสมอง พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้แก้ไข จำเป็น
ที่จะต้องเข้าสู่ขั้นตอน ฟื้นฟูสมรรถภาพ ต่อไป เพื่อให้ผู้ติดยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีหายขาดไม่หวนกลับ
ไปใช้ยาเสพติดอีก
การที่ต้องผ่านขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อฟื้นฟูให้สมองของผู้ติดยาเสพติดกลับมาเป็นสมองของคนปกติ เนื่องจากระบบประสาทของคนติดยาต้องการเสพติดเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้มีสารเคมีสมองพอเพียงท
ี่จะทำให้เกิดความสุขไม่วิตกกังวล หากขาดการกระตุ้นจากยาเสพติด สมองของผู้ติดยาเสพติดจะมีปฏิกริยา
ตรงกันข้าม คือผู้ติดยาจะหงุดหงิดไม่เป็นสุข มีความเครียด วิตกกังวลและมีความอยากที่จะกลับไปเสพ
ยาเสพติดอีก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรให้ส่วนต่างของสมองได้ปรับตัวกลับเป็นปกต
ิในช่วงที่ระบบสมองปรับตัวเป็นปกติ ผู้ติดยาเสพติดต้องไม่หวนกลับไปเสพยาเสพติดอีก
นอกจากระบบสมองแล้ว พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ติดยาต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ในกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพมีหลายวิธีการที่จะช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติด เช่น การเข้าค่ายฟื้นฟูฯ
การให้ คำปรึกษา การทำจิตบำบัด และชุมชนบำบัด เป็นต้น เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าใจถึงปัญหาของ
ตนเองที่นำไปสู่การเสพยาเสพติด ปรับสภาพครอบครัวให้สมาชิกในครอบครัวได้เข้าใจปัญหาและช่วย
กันดูแลประคับประคองผู้ติดยาเสพติด ปรับสภาพกลุ่มเพื่อนให้ห่างไกลจากเพื่อนที่จะมาชักชวนให้เสพยาเสพติด สร้างความมั่นคงทางจิตใจผ่านทางผู้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มที่เลิกยาแล้ว ให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถยืนหยัดแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยไม่หวนกลับไปเสพยาอีก
การบำบัดรักษายาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซีให้หายขาด ไม่หวนกลับไปเสพใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา และความช่วยเหลือจากผู้ที่ใกล้ชิด การบำบัดรักษาเฉพาะอาการในช่วงถอนพิษยาอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอจำ
เป็นต้องมีกระบวนการฟื้น
ฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งปรับพฤติกรรมสภาพแวดล้อมทั้งในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนให้ดีขึ้น จึงจะทำให้ผู้ติดยาเสพติดหลุดพ้นจากการเป็นทาสยาเสพติดได้อย่างถาวร

โทษทางกฎหมาย
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1
ผลิต นำเข้า ส่งออก
- จำคุกตลอดชีวิต (ม.65 ว.1)
- ถ้ากระทำเพื่อจำหน่าย ประหารชีวิต (ม.65 ว.2)
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่ากระทำเพื่อจำหน่าย (ม.15)
จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 50,000 -500,000 บาท (ม.66 ว.1)
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (ม.66 ว.2)
ครอบครอง
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ10,000-100,000 บาท (ม.67)
- คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (ม.15)
เสพ
- จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับ 5,000– 100,000 บาท (ม.91)
ใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายฯให้ผู้อื่นเสพ
- จำคุก 2-20 ปี และปรับ 20,000 -200,000 บาท และถ้าเป็นการกระทำต่อหญิงหรือบุคคลซึ่ง ยังไม่บรรลุนิติภาวะระวางโทษประหารชีวิต
- ถ้ากระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2 คนขึ้นไป จำคุก 4 -30 ปี และปรับ 40,000-300,000 บาท
ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ
จำคุก 1-5 ปี และปรับ 10,000 – 50,000 บาท (ม.93 ทวิ)



โคเคน


ชื่อทั่วไป

โคเคน หรือ โคคาอีน (Cocaine)

ชื่ออื่น ๆ

COKE , SNOW , SPEED BALL หรือ CRACK

ชื่อทางวิทยาศาสตร์

methyl ester of benzoylecgonine

สารเคมีที่ออกฤทธิ์

-

ลักษณะทางกายภาพ

โคเคนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ โคเคนเบส (Cocaine base) และ เกลือโคเคน เช่น โคเคนไฮโดรคลอไรด์ (Cocaine hydrochloride) และโคเคนซัลเฟต (Cocaine sulfate)
โคเคนที่พบในประเทศไทย มี 2 ชนิด ได้แก่
1. โคเคนชนิดผง มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว รสขม ไม่มีกลิ่น
2. โคเคนรูปผลึกเป็นก้อน (Free base , crack)

ประวัติความเป็นมา

โคเคนเป็นยาเสพติดที่สกัดได้จากใบของต้นโคคา (COCA PLANT) ซึ่งเป็นต้นไม้ที่นิยมลักลอบปลูก
กันมากในภูมิภาคแถบเทือกเขาแอนดิส ในบริเวณภาคตะวันตกของกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้
ได้แก่ เปรู โบลิเวีย โคลัมเบีย เป็นต้น ชาวอินเดียนทางแถบเทือกเขาแอนดิส ได้เสพโคเคนมานาน
เป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยการเคี้ยวใบโคคาเป็นยาช่วยระงับความเหน็ดเหนื่อยและระงับความหิวโหย เพื่อให้สามารถทนทานต่อชีวิตที่ต้องตรากตรำและต้องต่อสู้กับธรรมชาติ นอกจากนี้โคเคนยังมีมากใน
แถบแอฟริกาใต้อีกด้วย สารที่เป็นโคเคนสามารถสกัดได้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1844 วงการแพทย์ได้นำม
าใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ แต่ปัจจุบันมิได้ใช้แล้ว
โคเคน

ประเภทของยา

จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

แหล่งผลิต

-

การแพร่ระบาด

มีการลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย โดยกลุ่มนักค้าชาวต่างประเทศ และกลุ่มคนไทยที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยมีพื้นที่การระบาดตามเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว เมืองชายทะเลของประเทศ เช่น กรุงเทพมหานคร
เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี ชลบุรี แพร่ระบาดมากในกลุ่มเยาวชนที่มีการศึกษาสูง ฐานะค่อนข้างดี มีการแพร่ระบาดในลักษณะของการจัดปาร์ตี้จากเดิมที่มีการจัดมากในกรุงเทพมหานคร เริ่มมีการขยายการจัดปาร์ตี้เพื่อเสพยาออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น

การออกฤทธิ์

เป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท โดยจะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ดังนี้
1. กระตุ้นประสาทอย่างแรง ทำให้อารมณ์ทางจิตใจครึกครื้น มีอาการตื่นเต้น หวาดกลัว มือไม้สั่น 2.
ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดสูง และม่านตาขยาย ถ้าเสพมากเกินขนาดทำให้ผู้เสพเสียชีวิตเพราะหัวใจหยุดเต้น
3. ผู้เสพบางรายนำโคเคนมาผสมเฮโรอีน ฤทธิ์ของยาคล้ายกับแอมเฟตามีน ทำให้ออกฤทธิ์รุนแรงแต่ระยะเวลาสั้น เมื่อโคเคนหมดฤทธิ์แล้วทำให้จิตใจหดหู่อย่างรุนแรงอาการดังกล่าวทำให้ผู้เสพหันไปใช้โคเคนอีก 4. การใช้โคเคนเรื้อรังทำให้มีอาการคลื่นเหียน นอนไม่หลับ การย่อยอาหารผิดปกติ น้ำหนักตัวลด อาจถึงขั้นประสาทหลอน มีอารมณ์หลงผิดแบบหวาดระแวงเห็นคนอื่นเป็นศัตรู มีจิตใจปั้นป่วน เกิดความหุนหันพลันแล่น กลายเป็นคนดุร้าย ก่อนเหตุรุนแรงที่มีลักษณะเป็นการต่อต้านสังคม

ผลต่อร่างกาย

ผู้ที่เสพโคเคนด้วยวิธีสูดดมเข้าไปทางจมูกจะทำให้ผนังจมูกขาดเลือด ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกฝ่อ ขาดหรือทะลุ
นอกจากนี้ยังมีอาการมือสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ม่านตาขยาย คลื่นเหียน นอนไม่หลับ
การย่อยอาหารผิดปกติ บางรายสมองถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงทำให้เกิดอาการชัก มีเลือดออกในสมอง เนื้อสมองตายเป็นบางส่วน
หัวใจถูกกระตุ้นอยู่เสมอ กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมลงทีละน้อยจนหัวใจบีบตัวไม่ไหวทำให้หัวใจล้มเหลว ผลจากการเสพเป็นระยะเวลานานยังทำให้เกิดอาการโรคจิตซึมเศร้าอีกด้วย

การบำบัด
การบำบัดรักษาผู้ติดโคเคน เป็นการบำบัดรักษาความผิดปกติของร่างกายจากผลของยาเสพติด คือ
ความผิดปกติของระบบประสาท โดยเฉพาะสมองส่วนกลาง (Central nervous system) และสารสื่อเคมีสมอง (Neurotransmitter) สมองของผู้ติดยาเสพติดต้องการฤทธิ์ของยาเสพติดที่จะกระตุ้นให้ระบบสมองทำงานอย่างปกติ หากช่วงใดขาดยาเสพติดไปกระตุ้นก็จะเกิดอาการผิดปกติขึ้น
การบำบัดรักษาโคเคน เป็นการบำบัดรักษาเพื่อลดอาการถอนพิษยาจึงเป็นการให้ยาตามอาการ
เพื่อลดความเครียด อาการซึมเศร้า หรืออาการทางจิตอื่นๆ เช่น อาการหวาดระแวง เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถประคับประคองตนเองผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ แม้ว่าผู้ติดโคเคนที่ผ่าน
การบำบัดรักษาขั้นถอนพิษยาแล้ว จะมีสุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้น ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
แต่ความผิดปกติของระบบสมอง พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้แก้ไข จำเป็นที่จะต้องเข้าสู่ขั้นตอน
ฟื้นฟูสมรรถภาพ ต่อไป เพื่อให้ผู้ติดยาหายขาดไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีก
การที่ต้องผ่านขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อฟื้นฟูให้สมองของผู้ติดยาเสพติดกลับมาเป็นสมองของคนปกติ เนื่องจากระบบประสาทของคนติดยาต้องการเสพติดเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้มีสารเคมีสมองพอเพียงที่จะทำ
ให้เกิดความสุขไม่วิตกกังวล หากขาดการกระตุ้นจากยาเสพติด สมองของผู้ติดยาเสพติดจะมีปฏิกริยาตรงกันข้าม คือผู้ติดยาจะหงุดหงิดไม่เป็นสุข มีความเครียด วิตกกังวลและมีความอยากที่จะกลับไปเสพ ยาเสพติดอีก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรให้ส่วนต่างของสมองได้ปรับตัวกลับเป็นปกติ
ในช่วงที่ระบบสมองปรับตัวเป็นปกติ ผู้ติดยาเสพติดต้องไม่หวนกลับไปเสพยาเสพติดอีก
นอกจากระบบสมองแล้ว พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ติดยาต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ในกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพมีหลายวิธีการที่จะช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติด เช่น การเข้าค่ายฟื้นฟูฯ
การให้ คำปรึกษา การทำจิตบำบัด และชุมชนบำบัด เป็นต้น เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าใจถึงปัญหาของตนเองที่นำ
ไปสู่การเสพยาเสพติด ปรับสภาพครอบครัวให้สมาชิกในครอบครัวได้เข้าใจปัญหาและช่วยกันดูแลประคับประคอง
ผู้ติดยาเสพติด ปรับสภาพกลุ่มเพื่อนให้ห่างไกลจากเพื่อนที่จะมาชักชวนให้เสพยาเสพติด สร้างความมั่นคงทางจิตใจผ่านทางผู้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มที่เลิกยาแล้ว ให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถยืนหยัดแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยไม่หวนกลับไปเสพยาอีก
การบำบัดรักษาโคเคนให้หายขาด ไม่หวนกลับไปเสพใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา และความช่วย
เหลือจากผู้ที่ใกล้ชิด การบำบัดรักษาเฉพาะอาการในช่วงถอนพิษยาอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอจำเป็นต้องมีกระบวน
การฟื้นฟูสมรรถ
ภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งปรับพฤติกรรมสภาพ แวดล้อมทั้งในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนให้ดีขึ้น จึงจะทำให้ผู้ติดยาเสพติดหลุดพ้นจากการเป็นทาสยาเสพติดได้อย่างถาวร

โทษทางกฎหมาย
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท 2
ผลิต นำเข้า ส่งออก
- จำคุก 20 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 200,000 - 500,000 บาท (ม.68)
จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย
- ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุก 3-20 ปี และปรับ 30,000–200,000 บาท ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่า 100 กรัม จำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 50,000-500,000 บาท (ม.69 ว.3 ว.4)
ครอบครอง
- คำนวนเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท (ม.69 ว.1)
- คำนวนเป็นสารบริสุทธิ์ 100 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (ม.17)
เสพ
- จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับ 5,000– 100,000 บาท (ม.91)
ใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายฯให้ผู้อื่นเสพ
- จำคุก 1ปี 6 เดือน -15 ปี และปรับ 15,000-150,000 บาท
- ถ้ากระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2 คนขึ้นไป จำคุก 3 ปี – 22 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000-225,000 บาท
- ถ้ากระทำต่อหญิงหรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท
ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ
จำคุก 1-5 ปี และปรับ 10,000 – 50,000 บาท (ม.93 ทวิ)



กระท่อม


ชื่อทั่วไป

กระท่อม (Kratom)

ชื่ออื่น ๆ

-

ชื่อทางวิทยาศาสตร์

-

สารเคมีที่ออกฤทธิ์

Mitragynine

ลักษณะทางกายภาพ

กระท่อมมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางมีแก่นเป็นไม้เนื้อแข็ง ใช้ส่วนของใบเป็นสิ่งเสพติด ลักษณะใบคล้ายใบกระดังงาหรือใบฝรั่งต้นหนาทึบ ต้นกระท่อมมี 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่มีก้านและเส้นใบ เป็นสีแดงเรื่อๆ
2. ชนิดที่ต้นสีเขียว ใบสีเขียว ดอกกลมโตเท่าผลพุทราไทยล้อมรอบด้วยเกสรสีแดงเรื่อๆ คล้ายดอกกระถิน
มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น กระทุ่มโคก กระทุ่มพาย เป็นต้น

ประวัติความเป็นมา

กระท่อมเป็นพืชเสพติดชนิดหนึ่ง ส่วนมากพบในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศอินเดียและในประเทศไทย กระท่อมไม่ขึ้นแพร่หลายทั่วไป จึงไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นกับชาวตะวันตก และอเมริกา ดังนั้น จึงไม่มีชื่อเป็นภาษาต่างประเทศ แต่เรียกชื่อทับศัพท์ตามภาษาไทยว่า Kratom


ประเภทของยา

จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

แหล่งผลิต

-

การแพร่ระบาด

-

การออกฤทธิ์

ในใบกระท่อมมีสารไมตราจัยนินที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเช่นเดียวกับใบโคคา ทำให้ทำงานไม่รู้
จักเหน็ดเหนื่อย ทนแดดไม่รู้สึกร้อน และยังมีฤทธิ์กดศูนย์ประสาทเมื่อรับประทานจำนวนมากแบบเดียว
กับการเสพฝิ่น

ผลต่อร่างกาย

ทำให้ประสาทมึนชา เมื่อเสพจนติดแล้วผิวหนังจะดำเกรียมคล้ายกับถูกแดดจัดเผา แม้แต่อยู่ในร่มผิวหนังก็ดำเกรียม
และอุจจาระมีสีเขียว คล้ายมูลแพะ ท้องผูกเป็นประจำต้องระบายท้องเสมอ

การบำบัด
-

โทษทางกฎหมาย
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท 5
ผลิต นำเข้า ส่งออก
- จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ม.75 ว.2)
จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย
- จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ม.76 ว.4)
ครอบครอง
- จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ม.76 ว.3)
- ถ้า 10 กก. ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (ม.26 ว.2)
เสพ
- จำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 1,000 บาท (ม.26 ว.2)
ใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายฯให้ผู้อื่นเสพ
- จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000-100,000 บาท (ม.93)
- ถ้ากระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2 คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ 20,000-150,000 บาท
- ถ้ากระทำต่อหญิงหรือยังผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000 บาท
ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 (ม.93 ทวิ ว.2)