แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก

เด็ก หมายถึง ผู้ที่มีอายุระหว่างแรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี

                                การพัฒนาเด็ก หมายถึง การพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี กล่าวคือ เด็กทุกคนควรได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ส่วนการพัฒนากิจกรรมและบริการเชิงสังคมที่ให้แก่เด็กนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเด็ก ผู้ใหญ่และสังคมรอบตัวเด็กจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมแสดงบทบาทที่เหมาะสม และสนองตอบต่อสังคมด้วย

ข้อตกลงความคิดพื้นฐานในการพัฒนาเด็ก

                                ในการพัฒนาเด็กโดยการศึกษาความต้องการพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความต้องการที่เกี่ยวกับตัวเอง จำเป็นต้องนำสาขาวิชาต่าง ๆ มาวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งสาเหตุของปัญหา แนวทางในการแก้ไข ซึ่งสามารถนำมาใช้ร่วมกันให้เกิดผลสูงสุด คือ สร้างประชากรกลุ่มเด็กให้มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าต่อสังคม การศึกษาลักษณะนี้จึงเน้นแนวสหวิทยาการ นั่นคือ เอาสาขาวิชาต่าง ๆ มาร่วมกันแก้ไข

ข้อตกลงความคิดพื้นฐานในการพัฒนาเด็กมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

1.                   นักวิชาการสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์ นักพฤติกรรมศาสตร์ และนักจิตวิทยา มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ช่วงชีวิตในระยะต้นของบุคคลมีอิทธิพลต่อการพัฒนาในระยะต่อ ๆ มา เพราะเป็นเสมือนการก่อรากฐานของชีวิตและการพัฒนาการหลาย ๆ ด้านก็เจริญอย่างรวดเร็วในวัยเด็ก

2.                   มารดา ผู้ดูแลเด็ก และสมาชิกในครอบครัวต่างก็เป็นผู้ให้ทิศทางการพัฒนาลูกหลานของตนเอง

3.                   เด็กมิได้เกิดมาเสมือนผ้าขาวโดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย หากทว่า เด็กได้รับลักษณะที่ติดตามมาทางพันธุกรรมไว้มากมาย ตั้งแต่ ลักษณะทางร่างกาย ความสามารถ ความถนัด และลักษณะบางอย่างทางอารมณ์

ทั้งสามแนวคิดนี้คือความเป็นจริงที่ว่า การพัฒนาเด็กนั้นถือว่าเด็กมีศักยภาพพลังและบทบาทในการเปลี่ยนแปลง และตัดสินใจได้เอง เมื่อถึงเวลาอันสมควรเด็กสามารถวางแผนการพัฒนาตนเองได้โดยมีผู้ใหญ่คอยดูและช่วยเหลือ นอกจากนี้ ในระดับมหภาคการพัฒนาเด็กถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของกลุ่มต่าง ๆ ที่มีบทบาทในการวางแผนกำหนดนโยบายของสังคม กลุ่มเหล่านี้คือนักการศึกษา ผู้นำทางการเมือง ผู้นำในสังคม นักวางแผนเชิงเศรษฐกิจและสังคม และนักวิชาการต่าง ๆ การพัฒนาเด็กควรจะมีพื้นฐานบนปฏิญญาทางสังคมสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก และยึดหลักให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการส่วนบุคคลกับความต้องการของสังคม

 

 

ความต้องการพื้นฐานของเด็ก

                                ความต้องการพื้นฐานของเด็ก อาจแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

1.                   ความต้องการพื้นฐานทางกายเกี่ยวกับการยังชีวิตอยู่ได้ อันได้แก่ ปัจจัยด้านโภชนาการ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย และสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม

2.                   ความต้องการพื้นฐานทางใจที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ ในฐานะที่เป็นมนุษย์ในสังคม รวมถึงความรู้สึก อารมณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งรวมการปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว ค่านิยม ทัศนคติ และจริยธรรม

3.                   ความต้องการที่เกี่ยวเนื่องกับตัวเอง ได้แก่ ปัจจัยเชิงเชาว์ปัญญา การเรียนรู้ด้านต่าง    เช่น การศึกษาและอาชีพ

การแบ่งประเภทนี้มิได้หมายความว่าจะแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ เพราะพัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการร่วมกันไป แต่แบบแผนของกระบวนการพัฒนาของมนุษย์ในช่วงเวลาและช่วงอายุที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของบุคคลก็ทำให้อัตราการพัฒนาแตกต่างกันไปได้ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมทางสังคมอันประกอบด้วยโครงสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับชุมชนอื่นๆ โครงสร้างเชิงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และอื่น ๆ ล้วนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กทั้งสิ้น

ในพ.. 2524 คณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ได้พิจารณา และเขียนคำปรารภไว้ว่า จากประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็กมีหลัก 10 ข้อ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเห็นว่าสิทธิทั้งปวงนั้นย่อมคู่ไปกับหน้าที่ คณะกรรมการจึงได้พิจารณากำหนด “หน้าที่ของเด็ก” ด้วยความมุ่งหวังให้เด็กนำไปปฏิบัติ

หน้าที่ของเด็ก

1.                   เด็กพึงมีความรักชาติ และมีความศรัทธาในศาสนาที่นับถือ

2.                   เด็กพึงเคารพ และรักษาไว้ซึ่งประเพณีและกฏหมายบ้านเมือง

3.                   เด็กพึงเป็นผู้มีระเบียบวินัยและเคารพในสิทธิของผู้อื่น

4.                   เด็กพึงเชื่อฟังบิดา มารดา ผู้ปกครองและครูอาจารย์

5.                   เด็กพึงมีกิริยาวาจาสุภาพต่อคนทั่วไป และเคารพนับถือผู้ใหญ่

6.                   เด็กพึงมีความกตัญญูกตเวที

7.                   เด็กพึงมีความมานะอดทนขยันหมั่นเพียร และตั้งใจศึกษาหาความรู้

8.                   เด็กพึงรู้จักประหยัดและอดออม

9.                   เด็กพึงมีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่ควรและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา

10.                เด็กพึงทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและควรรู้จักสาธารณสมบัติของชาติ