ผลการเรียนระดับ ม.ปลายสำคัญอย่างไร

        การนำผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่ามาใช้จะพิจารณาจากผลการเรียนตลอดหลักสูตรระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลายของนักเรียนแต่ละคนที่ได้รับจากโรงเรียน โดยโรงเรียนแต่ละแห่งจะออกเอกสารแสดงผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตร
ให้แก่นักเรียนแต่ละคนพร้อมกับใบแสดงผลการเรียน (รบ.1-ป) เพื่อให้นักเรียนนำไปใช้สมัครเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ในเอกสาร
นี้จะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวกับผลการเรียนเฉลี่ย และหน้าที่ความรับผิดชอบและ(หรือ) ความสามารถพิเศษของนักเรียน รวมทั้งค่าสถิติต่างๆ
ผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่ามีหลายส่วนที่สามารถนำมาใช้ในการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาได้ แต่ในระยะแรกที่นำ
การคัดเลือกระบบใหม่มาใช้ทบวงมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา ได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้องค์ประกอบของผลการเรียนเพียง
2 ส่วน คือ
        1. ความสามารถทั่วไปของนักเรียนวัดได้จากคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ เทียบเท่า (GPA)
        2. ความสามารถของนักเรียน เมื่อเทียบกับกลุ่มในแต่ละโรงเรียน วัดได้จากค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile-Rank ,PR)
        ในการนำผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่ามาใช้ ในระยะแรกกำหนดให้ใช้ค่าน้ำหนักเพียงร้อยละ 10 โดย
แบ่งสัดส่วนองค์ประกอบทั้ง 2 องค์ประกอบดังกล่าวแล้วข้างต้นเป็นร้อยละ 5:5 กล่าวคือ ให้ค่าน้ำหนัก GPA ร้อยละ 5 และให้ค่า
น้ำหนักค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ (PR) ร้อยละ 5 เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรของนักเรียนแต่ละคนได้มาจากแต่ละโรงเรียน
จึงเห็นสมควรทำการแปลงคะแนนของนักเรียนแต่ละคนให้เป็นคะแนนในสเกลของเส้นโค้งปกติมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการทาง
สถิติที่สามารถแก้ไข ความผิดปกติของคะแนนเฉลี่ยสะสมของนักเรียนทั้งกลุ่มได้ระดับหนึ่ง สำหรับค่า(คะแนน)เปอร์เซ็นต์ไทล์ เป็น
ค่าสถิติที่แสดงคะแนนของนักเรียน ณ ตำแหน่งนั้นว่ามีจำนวนร้อยละ เท่าไรของจำนวนนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนที่ได้คะแนนต่ำ
กว่าคะแนนของนักเรียนคนนั้นๆ เนื่องจากเป็นค่าสถิติอยู่แล้ว จึงสามารถนำมาใช้ได้โดยกำหนดค่าเป็นช่วง (Range) แล้วจึงแปลงเป็น
คะแนนจากคะแนนเต็มตามค่าน้ำหนักที่กำหนดไว้

วิธีคำนวณค่าคะแนนของ GPA
1. นำคะแนน GPA ของนักเรียนที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกทุกคนไปคำนวณหาค่าเฉลี่ยและหาค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
2. แปลง GPA ของนักเรียนแต่ละคนเป็นคะแนน Z โดยใช้สูตร
                      z = ผลการเรียนเฉลี่ย (Xi) - ค่าเฉลี่ย GPA ของผู้สมัครทั้งหมด (X) /ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของ GPA (SD)
3. นำคะแนน Z ที่ได้ไปหาค่า Probability โดยเปิดตาราง Standard Normal Probability Distribution จะ ได้ค่าคะแนนของ GPA ในสเกลของเส้นโค้งปกติมาตรฐาน
4. คำนวณหาค่าคะแนนร้อยละ 5 ของ GPA โดยนำค่า Probability ที่คำนวณได้ในข้อ 3 มาคูณกับค่า คะแนนเต็มของ GPA เนื่องจากแต่ละคณะ/ประเภทวิชากำหนดให้สอบวิชาหลัก และวิชาเฉพาะแตกต่างกัน เช่น 700 600 500 และ 400 เป็นต้น ในการตัดสินผลการคัดเลือกกำหนดค่าคะแนนเต็มของ GPA เป็นร้อยละ 5 และวิชาหลักกับวิชาเฉพาะ เป็นร้อยละ 90 จึงต้องคำนวณหาคะแนนร้อยละ 5 ของคะแนนทั้งหมดที่นำมาใช้ตัดสินการเลือกของแต่ ละคณะ/ประเภทวิชา

ตัวอย่าง
ผู้สมัครมีผลการเรียนเฉลี่ย (Xi) = 2.50
ค่าเฉลี่ยของ GPA ของผู้สมัครทั้งหมด = 2.25
ให้ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานของ GPA ของผู้สมัครทั้งหมด (SD) = 0.51
(คำนวณจากกลุ่มตัวอย่าง 3,876 คน ซึ่งมีค่าเฉลี่ย GPA = 2.25)
วิธีคำนวน
1. แทนค่าในสูตร เพื่อหาค่า Z ของผู้สมัคร จะได้ = 0.4902
2. นำคะแนน Z ไปหาค่า Probability โดยเปิดตารางโค้งปกติ จะได้ค่าเป็น 0.6879
3. หาค่าคะแนน GPA ในสัดส่วน 5% โดยพิจารณาจากคณะ / ประเภทวิชาที่เลือก * เช่น ตาราง(อยุ่ในแผ่น)

อันดับ คณะ / ประเภทวิชา คะแนนรวม วิชาหลัก + วิชาเฉพาะ (90 %) คะแนน GPA(5%) คะแนน
PR (5%)
คะแนนรวม (100 % )
1 สถาปัตยกรรมศาสตร์ (สจล.) 450 25.00 25.00 500
2 วิทยาศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกส์ (จฬ.) 300 16.67 16.67 333.34
3 จิตรกรรมฯ (มศว.) 675 37.50 37.50 750


ที่มา : สำนักงานทดสอบกลาง ทบวงมหาวิทยาลัย , http:// www.eduzone.com
ในการแปลงค่า GPA เป็นคะแนน ให้นำค่า Probability ที่ได้ มาคูณกับคะแนนเต็ม GPA (5%) ของแต่ละคณะ / ประเภทวิชา
นั้น
ค่า GPA ที่นำมาคิดในอันดับ การเลือกที่ 1 จะเป็น 0.6879 x 25.00 = 17.20 คะแนน
ค่า GPA ที่นำมาคิดในอันดับ การเลือกที่ 2 จะเป็น 0.6879 x 16.67 = 11.47 คะแนน
ค่า GPA ที่นำมาคิดในอันดับ การเลือกที่ 3 จะเป็น 0.6879 x 37.50 = 25.80 คะแนน


หมายเหตุ : * วิธีคิดค่าคะแนน GPA ในสัดส่วน 5 % เช่น วิชาหลักและวิชาเฉพาะ รวมคะแนนเต็ม 600 คะแนน
                 ซึ่งจะมีค่าเท่ากับร้อยละ 90 และสามารถคำนวณหาค่าคะแนนของ GPA ซึ่งเท่าเท่ากับร้อยละ 5 ได้ดังนี้
        คะแนนสอบคิดเป็นร้อยละ 90 จะมีค่าเท่ากับ 600 คะแนน(คะแนนสอบ 6 วิชาวิชาละ 100 คะแนน)
        คะแนนเต็มของ GPA เป็นร้อยละ 5 จะมีค่าเท่ากับ = 33.3333 คะแนน
                ดังนั้น คะแนนเต็มในส่วนของ GPA จึงเท่ากับ 33.33 คะแนน ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่ได้ GPA = 4.00
คิดเป็นค่าน้ำหนักคะแนนเท่ากับ 33.33 คะแนน เมื่อนำคะแนนเต็มในส่วน GPA (33.33) เป็นต้น

วิธีคำนวณค่าคะแนนของเปอร์เซ็นต์ไทล์ (PR)
              การแปลงค่า PR ใช้วิธีการแบ่งช่วง ตำแหน่ง PR โดยเรียงลำดับจากตำแหน่งน้อยไปหามากเป็น 20 ช่วง
โดยเริ่มตั้งแต่ 0.01 - 5.00 , 5.01 - 10.00 , ….. ไปจนถึง 95.01 - 99.99
             วิธีคิด
             มีหลักเช่นเดียวกับการคิดคะแนน GPA โดยพิจารณาจากคณะ / ประเภทวิชาที่เลือกเข้าศึกษาโดยค่า PR จะ
เปลี่ยนแปลงไปตามคณะ / ประเภทวิชานั้น ๆ
             1. เทียบว่าค่า PR ที่ได้ว่าอยู่ใน PR ช่วงใดที่ได้แบ่งไว้
             2. นำคะแนนเต็มของค่า PR (คิดอย่างเดียวกับค่าคะแนนเต็ม GPA) มาแบ่งเป็น 20 ช่วง แล้วหาว่าช่วง
                 PRในแต่ละช่วงจะมีค่าเท่าใด
             3. นำค่า PR ที่หาได้ในข้อ 2. มาคูณกับช่วงของ PR ที่ได้จากข้อ 1.

ตัวอย่าง ได้ค่า GPA = 2.50, PR = 57.80
วิธีคำนวณ
1. เทียบ PR ที่ได้ ตามที่แบ่งไว้ 20 ช่วง จะตรงกับช่วงที่ 12 ตำแหน่งของเปอร์เซ็นไทล์

ช่วงที่
ตำแหน่งของเปอร์เซ็นไทล์
ช่วงที่
ตำแหน่งของเปอร์เซ็นไทล์
10
45.01-50.00
20
95.01-100.00
9
40.01-45.00
19
90.01-95.00
8
35.01-40.00
18
85.01-90.00
7
30.01-35.00
17
80.01-85.00
6
25.01-30.00
16
75.01-80.00
5
20.01-25.00
15
70.01-75.00
4
15.01-20.00
14
65.01-70.00
3
10.01-15.00
13
60.01-65.00
2
5.01-10.00
12
55.01-60.00
1
0.01-5.00
11
50.01-55.00


2. พิจารณาตามอันดับการเลือก 3 อันดับข้างต้น และนำค่า PR มาแบ่งเป็น 20 ช่วง จะได้
    อันดับ 1 จะได้ PR ช่วงละ 1.25 , อันดับ 2 จะได้ PR ช่วงละ 0.83 , อันดับ 3 จะได้ PR ช่วงละ 1.88
3. นำค่า PR ที่หาได้ในข้อ 2 มาคูณกับ 12 (ช่วงของ PR ที่ได้) ดังนั้น คะแนนที่คิดจากค่า PR จะเป็นดังนี้
             อันดับที่ 1 จะได้ PR 1.25 x 12 = 15.00 คะแนน
             อันดับที่ 2 จะได้ PR 0.83 x 12 = 9.96 คะแนน
             อันดับที่ 3 จะได้ PR 1.88 x 12 = 22.56 คะแนน
หมายเหตุ : คะแนนที่ได้จากการนำ ค่า GPA และ PR มาคิดคำนวณ จะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปตามอันดับการเลือกที่เลือกไว้

ที่มา : สำนักงานทดสอบกลาง ทบวงมหาวิทยาลัย