หัวข้อรายการ
หน้าแรก
หลักการและเหตุผล
วัตถุประสงค์
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เวลาและตารางเวลา
ตัวอย่างแบบสอบถาม
กิจกรรม+เกมส์
หัวข้ออื่นๆ
สมาชิกในกลุ่ม
รูปภาพต่างๆ
ข้อมูลป่าชายเลน
การวัดและประเมินผล
สรุปข้อมูลโครงงาน
ติดต่อเรา



You are here

  • ข้อมูลป่าชายเลนบางขุนเทียน

  • ข้อมูลพื้นฐาน
    ป่าชายเลนบริเวณพื้นที่ตลอดชายฝั่งทะเลจากอำเภอบางขุนเทียน ถึงบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ในอดีตป่าชายเลนบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ประกอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด และมีขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากป่าชายเลนบริเวณนี้ได้ถูกบุกรุกตัดฟันลงเพื่อการทำนากุ้งเป็นส่วนใหญ่ และตัดฟันไม้เพื่อทำฟืนและเผาถ่าน และรวมถึงได้รับอิทธิพลจากลมแรงและคลื่นบริเวณชายฝั่งทำให้ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งถูกทำลายและล้มหายเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันป่าชายเลนบริเวณนี้พบว่าหลงเหลืออยู่เพียงเป็นแนวแคบๆ ตลอดชายฝั่งทะเลมีความกว้างประมาณ 10-300 เมตร เท่านั้น ดังแสดงในภาพ 2-1 การปลูกป่าชายเลนตลอดชายฝั่งทะเลสามารถเห็นได้บริเวณหาดเลนงอกใหม่ซึ่งอยู่ด้านหน้าของป่าชายเลนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งการปลูกป่าชายเลนบริเวณหาดเลนงอกใหม่ซึ่งอยู่ด้านหน้าของป่าชายเลนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งการปลูกป่าชายเลนเจริญเติบโดได้ดี ดังแสดงในภาพที่ 2-2 พันธุ์ไม้ที่ปลูกและเติบโตได้ดีบริเวณหาดเลนในพื้นที่ศึกษาคือ ลำพู-ลำแพน แสม และไม้โกงกาง เป็นต้น สำหรับบริเวณป่าชายเลนธรรมชาติที่มีอยู่จะประกอบด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์และชนิดที่สำคัญได้แก่ แสมทะเล,โกงกางใบเล็ก,โกงกางใบใหญ่,ลำพู และ พังกาหัวสุมดอกขาว เป็นต้น

    ป่าชายเลนธรรมชาติที่ค่อนข้างมีพรรณไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและสมบูรณ์ที่พบได้บริเวณพื้นที่ศึกษาจะคลุมพื้นที่อยู่ประมาณ 4370 ไร่ โดยเฉพาะตลอดชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสาคร ป่าชายเลนบริเวณนี้มีความหนาแน่นของต้นไม้ประมาณ 254 ต้น/ไร้ คิดเป็นปริมาตรของไม้ประมาณ 16.8 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ การสืบพันธ์ตามธรรมชาติของป่าชายเลนบริเวณนี้ค่อนข้างสมบูรณ์มีความแปรผันไปตามสภาพพื้นที่ คือมีความหนาแน่นของลูกไม้ ประมาณ 32-392 ต้น/ไร่ และหากการป้องกันการทำลายป่าชายเลนบริเวณพื้นที่ศึกษาดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ป่าชายเลนบริเวณนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทั้งพืชและสัตว์รวมถึงจำพวกนกเป็นจำนวนมากในอนาคต

    อย่าไรก็ตามป่าชายเลนที่พบบริเวณศึกษาโดยเฉพาะพื้นที่ป่าชายฝั่งทะเลของอำเภอบางขุนเทียนค่อนข้างเสื่อมโทรมเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากกระแสคลื่นและกระแสน้ำที่มีความรุนแรง ป่าชายเลนบริเวณนี้จะพบขึ้นอยู่ตลาดชายฝั่งทะเลแต่เป็นแนวแคบๆ ประมาณ 0-150 เมตรเท่านั้น และครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1200 ไร่ สภาพของป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งบางขุนเทียนได้รับอิทธิพลจากแรงคลื่นและลมแรงจะเห็นได้จากภาพ 2-3 แต่อย่างไรก็ตามยังพบว่ายังมีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์อยู่บ้างเป็นหย่อมๆตลอดชายฝั่งทะเล จากการศึกษาพบว่าป่าชายเลนที่มีอยู่บริเวณนี้ในปัจจุบันไม่สามารถจะป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจากแรงคลื่นและกระแสน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุมชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ป่าชายเลน (ภาพที่ 2-4) และในพื้นที่อำเภอบางขุนเทียน เชื่อว่าหากมีการปลูกป่าชายเลนเพิ่มขึ้นจะช่วยป้องกันดินพังทะลายและกระแสคลื่นบริเวณชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  • สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
    พื้นที่ในขอบเขตการศึกษาครอบคลุมเขตบางขุนเทียนในกรุงเทพมหานครซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 120 ตร.กม. และถูกแบ่งออกเป็น2 แขวง คือ แขวงท่าข้าม และแสมดำ แขวงท่าข้ามซึ่งเป็นบริเวณที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินโครงการ ประกอบไปด้วยหมู่บ้าน 10 หมู่บ้าน และบริเวณศึกษาการฟื้นฟูและขยายป่าชายเลนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแขวง พื้นที่ศึกษาครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งของ 2 จังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ คือ สมุทรสาครและสมุทรปราการ

    แม้ว่าบางขุนเทียนจะเป็นเขตการปกครองของกรุงเทพฯ ทว่าภูมิประเทศและการประกอบอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ในแขวงการปกครองกลับแตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของกรุงเทพฯ อย่างเห็นได้ชัด และอาจพูดได้ว่ามีลักษณะเป็นชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขวงท่าข้ามซึ่งถูกเลือกเป็นพื้นที่เป้าหมายในขอบเขตการศึกษา ทั้งวิถีชีวิต และความหนาแน่นของชุมชนเป็นแบบชนบทมากกว่าอาชีพหลักของประชาชน คือ การเพาะเลี้ยงกุ้ง การเพาะเลี้ยงหายแครง หอยแมลงภู่ และการเลื้ยงปลา บางพื้นที่ของแขวงสามารถเข้าถึงได้เพียงทางเรือ

    สมุทรปราการและสมุทรสาครเป็น 2 จังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตกรุงเทพฯ ทั้งนี้อาจมองได้ว่า 2 จังหวัดนี้เป็นส่วนขยายด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจในบริเวณรอบนอกของเขตเมืองในกรุงเทพฯ ด้วยความหนาแน่นที่สูงของอุตสาหกรรมในจังหวัด ดังนั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นในลักษณะอุตสาหกรรมและการค้าขาย มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมและรายได้เฉลี่ยต่อหัวของจังหวัดจึงทำให้จังหวัดสมุทรปราการเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตที่สุดของประเทศ ทว่าในลักษณะเดียวกับบางขุนเทียน สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของแขวงชายฝั่งเป็นสมุทรเจดีย์กลับมีลักษณะแตกต่างไปจากลักษณะเด่นของจังหวัด

    เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาครกลับมีพื้นฐานอยู่บนการค้าขายและอุตสาหกรรมน้อยกว่าในกรณีของจังหวัดสมุทรปราการ การผลิตและปริมาณของผลผลิตด้านการเกษตรกลับเป็นหนึ่งในแหล่งของรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นจังหวัดปริมณฑลสมุทรสาคร และลักษณะการใช้ที่ดินในจังหวัดก็สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของการแพร่กระจายและผลกระทบของพัฒนาของกรุงเทพฯ ประมาณ 25 % ของพื้นที่เขตเหล่านี้ถูกจัดเป็นเขตที่พักอาศัยซึ่งอัตราส่วนนี้มีท่าทีว่าจะเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากที่ดินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเขตเมืองรวมถึงสภาวะมลพิษที่เลวร้ายซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้มีรายได้ระดับกลางจนถึงระดับสูงในการเลือกที่จะไม่อยู่ในเขตเมืองรอบในอีก 75 % ที่เหลือของที่ดินถูกใช้เพื่อการผลิตและกิจกรรมการค้าในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการผลิตสินค้าเกษตร การขยายตัวออกของกิจกรรมทางธุรกิจ รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม อาจยิ่งเพิ่มการใช้ที่ดินให้มากขึ้นในบริเวณรอบนอกพื้นที่ของอุตสาหกรรม

    ในช่วงระหว่างปี 2537-2538 การเพิ่มของประชากรใน 5 จังหวัด รอบกรุงเทพฯ นั้น อยู่ในอัตราที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มของประชากรทั้งประเทศค่อนข้างมาก อัตราการเพิ่มเฉลี่ยของประชากรของจังหวัดสมุทรปราการในระยะนั้น เฉลี่ยอยู่ที่ 1.3 % ต่อปี ในขณะที่ของจังหวัดสมุทรสาครอยู่ที่อัตรา 2.5 % ต่อปี ลักษณะการใช้ที่ดินในเขตเมืองได้รับอิทธิพลโดยส่วนใหญ่จากนักพัฒนาที่ดินเอกชนและการทำงานของกลไกการตลาด ซึ่งกำหนดให้ทรัพยากรที่ดินตกเป็นของผู้ให้ราคาสูงสุด ข้อกำหนดบางอย่างถูกกำหนดขึ้นสำหรับการใช้ที่ดิน ซึ่งพิจารณาโดยเงื่อนไขทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำหนด "เขตควบคุม" ซึ่งเป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับการใช้ ที่ดินให้มีทางเข้าจากด้านหน้า การกำหนดพื้นที่แต่ละชั้น และการกำหนดให้มี พื้นที่ 140000 ไร่ เพื่อรักษาไว้เป็นพื้นที่สีเขียวทางตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ แต่ข้อกำหนดเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลในขั้นที่น่าพอใจ เนื่องจากการบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวดในส่วนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวออกไป แม้ว่าจะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากราคาที่ดินที่กำลังสูงขึ้นและความคาดหมายในเรื่องผลตอบแทนที่สูงกว่า จากการใช้ที่ดินนอกเหนือจากด้านเกษตรกรรม เช่น การค้าขาย การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าจากการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตในภาคเกษตรกรรม โดยทั่วไปแล้วเขตพื้นที่มีการก่อสร้างจะเกิดหลังจากการขยายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนนพร้อมๆกับการพัฒนาแบบ Ribbon Development ปรากฏการณ์การก้าวกระโดดโดยมีการกระจายตัวที่จำกัด

    ในช่วงปลายทศวรรษที่ 80 บริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยของเอกชนหลายๆ บริษัทได้เกิดขึ้นเพื่อฉวยโอกาสจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลจากการเพิ่มจำนวนธุรกิจของนักพัฒนามืออาชีพซึ่งก่อให้เกิดนักพัฒนามือสมัครเล่น นั้นสังเกตได้จากภูมิประเทศของบางขุนเทียนและสมุทรปราการซึ่งมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยในหลายระดับราคาซึ่งเกิดขึ้นในปริมาณที่น้อยกว่าในจังหวัดสมุทรสาคร การชลอตัวลงของกระแสหลังจากเหตุการณ์สงครามที่อ่าวเปร์เซียทำให้นักพัฒนาทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นของหลายๆ บริษัทต้องตกอยู่ในฐานะล้มละลาย อย่างไรก็ดี ที่ดิน ยังเป็นหนึ่งในการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย เนื่องจากภาษีที่ดินต่ำ ดังนั้นการสูญเสียโอกาสจากการเก็บที่ดินไว้เป็นทรัพย์สินจึงแทบจะไม่มี และด้วยสถาบันการเงินที่พร้อมจะให้กู้โดยจำนวนเงินลงทุนมหาศาล โดยใช้ราคาประเมินที่ดินซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงในการคำนวน เศรษฐกิจของไทยจึงมุ่งสู่วิกฤตการณ์ ซึ่งพยากรณ์ได้และเกิดขึ้นในที่สุดในปี 2540

    สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนึกจากการขยายตัวของเมืองแบบไม่มีการควบคุมก็คือ การสูญเสีย ที่ดินภาคเกษตรกรรม ในช่วงปี 2517-2527 มีการประเมินว่า การขยายตัวของเมืองก่อให้เกิดการสูญเสียมในอัตราเฉลี่ย 32 ตร.กม. ต่อปี และในช่วงระหว่างปี 2527-2532 มีการประเมินว่าโดยเฉลี่ยในแต่ละปีพื้นที่ 1800 ไร่ ของพื้นที่เกษตรกรรมได้ถูกเปลี่ยนเป็ฯสนามกอลฟ์และโครงการที่อยู่อาศัย การแปลงพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อการใช้คนที่มีมูลค่าสูงกว่ายังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันแม้ว่าปริมาณความต้องการจะน้อยลงในช่วงเศรษฐกิจชลอตัว ในจังหวัดสมุทรปราการนั้น พื้นที่เกษตรกรรมต้องหลีกทางให้กับการผุดตัวขึ้นของโรงงานขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว และนิคมอุตสาหกรรม ความไม่มีประสิทธิภาพของการใช้ที่ดินในเขตเมืองได้สั่งสมจนเกิดปัญหาความขัดแย้งในลักษณะการใช้ที่ดินและด้วยความไม่เข้มงวดในการควบคุมการวางแผนการใช้ที่ดินจึงทำให้เกิดการผสมปนเปของการใช้ที่ดินต่างประเภท


  • สภาพสิ่งแวดล้อม
    พื้นที่ศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองของ กทม. และสมุทรสาคร ปัจจุบันกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามของปัญหามลภาวะหลายด้าน และปัญหาหลักทางด้านสิ่งแวดล้อมที่พบในพื้นที่นี้ก็คือปัญหามลภาวะทางน้ำ จากข้อมูลการสำรวจดังแสดงไว้ในตารางที่ 2.6-1 จะเห็นได้ว่า ในลำคลองต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับท่าจีน หรือกับบริเวณทะเลชายฝั่ง จะอยู่ในสภาพที่เน่าเสีย น้ำในทุกลำคลองพบมีการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูลสารอินทรีย์สูงมากซึ่งนำพาไปสู่สภาพการขาดแคลนออกซิเจน ในแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ในแหล่งน้ำเหล่านั้นยังมีการปนเปื้อนของแอมโมเนีย ฟอสเฟต และจุลชีพซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากน้ำทิ้งชุมชน ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของโลหะหนักในพื้นที่บริเวณนี้ ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับในพื้นที่อื่น เช่น พื้นที่ของจังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น

    สภาพการเน่าเสียของน้ำส่งผลให้มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในลำคลองของพื้นที่ศึกษา มีคุณภาพต่ำพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความทนทานต่อน้ำที่มีคุณภาพต่ำ เช่น สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว เป็นต้น ตัวอ่อนของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่นตัวอ่อนกุ้ง แทบไม่ปรากฏพบในพื้นที่ซึ่งการขาดแคลนสัตว์น้ำเศรษฐกิจนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนในพื้นที่มีอาชีพในการเลี้ยงกุ้ง นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดทางด้านสภาพสิ่งแวดล้อม มีผลทำให้พืชและสัตว์ที่พบในพื้นที่ มี ความหลากหลายต่ำ และมักจะมีพืชหรือสัตว์ที่มีความทนทานต่อสภาพสิ่งแวดล้อม เจริญหนาแน่นเป็นกลุ่มเด่นในแหล่งน้ำของพื้นที่บริเวณนี้

    สภาพการเน่าเสียของน้ำจากพื้นที่ชานเมือง ยังได้ส่งผลต่อเนื่องถึงคุณภาพของสิ่งมีชีวิตตามทะเลชายฝั่งของ กทม. และสมุทรสาคร การเน่าเสียของน้ำมีผลให้ผลผลิตทางการประมงในทะเลชายฝั่งลดลงอย่างมาก ขณะที่สภาพการปนเปื้อนของสารในกลุ่มไนโตรเจนได้ทำให้เกิดปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสีขึ้นบ่อยครั้งในบริเวณอ่าวไทยตอนใน

    นอกจากปัญหามลภาวะทางน้ำ การทำลายป่าชายเลน ก็นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรประมงในทะเลชายฝั่งในพื้นที่แห่งนี้ มีผลผลิตลดลงเนื่องจากความเสื่อมโทรมของสภาพป่าชายเลน ซึ่งจากการศึกษาของ Praphavasit N. (1997) ได้แสดงชัดเจนว่า ในช่วงระหว่างปี 2531-2534 ทรัพยากรปลา กุ้ง และปู ในทะเลชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้มีผลผลิตลดลงไปพร้อมกับการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน แต่หลังจากมีการฟื้นฟูป่าชายเลนตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ผลจับทางการประมงได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างป่าชายเลนกับทรัพยากรประมงในบริเวณพื้นที่ศึกษาได้เป็นอย่างดี




    หน้าแรก กลับหน้าแรก



  • Copyright 2001-2002, All right Reserve : สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดไปลอกเลียนแบบ
    หลักการ&เหตุผล | วัตถุประสงค์ | ประโยชน์ | กำหนดการ&เวลา | กิจกรรม | แบบสอบถาม | สมาชิก | ภาพ | ป่าชายเลน | ประเมินผล | สรุปผล | อื่นๆ